จากกรณี ‘พลทหารเรืองศักดิ์’ หน่วยทหารราบ (หน่วยเฉพาะกิจ) ซึ่งประจำการพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องตาเฒ่า อ. กันทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษ ได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2568 บาดแผลกระจายตั้งแต่ลำคอด้านหลัง ใกล้แนวกระดูกสันหลัง คิ้ว ขมับ ใต้ตา แก้ม ฟันกรามแตกถึง 6 ซี่ ต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 5 ครั้ง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ กระทั่งดีขึ้น วันที่ 7 ม.ค. 2569 จึงได้เดินทางกลับบ้าน ญาติ ๆ และชาวบ้านได้ผูกข้อมือสู่ขวัญ
ผู้สื่อข่าวได้พบกับครอบครัวและพลทหารเรืองศักดิ์ ซึ่งวันนี้ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที่บ้านเกิด ใน ต. นาโสก อ. เมือง จ. มุกดหาร โดยพลทหารเรืองศักดิ์ เปิดเผยว่า ตนเป็นทหารสกัด ร.3 พัน 3 ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ. นครพนม ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าร่วมภารกิจปกป้องอธิปไตยทั้ง 2 ครั้ง
ครั้งที่หนักสุดคือครั้งที่ 2 เพราะฝ่ายกัมพูชายิงปืน ค. มาตกตรงหน้าบังเกอร์ ซึ่งขณะนั้นกำลังวิ่งออกไปหยิบปืน จนทำให้ตนโดนสะเก็ดปืน บาดเจ็บสาหัส ต้องนำตัวส่งรักษาที่ รพ. สรรพสิทธิประสงค์ จ. อุบลราชธานี ซึ่งระหว่างนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเยี่ยมและพระราชทานสิ่งของ
ขณะนี้ดีขึ้นแล้ว ได้กลับมาที่บ้านเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บภายในช่องปาก เมื่อหายดีแล้วก็จะกลับไปทำหน้าที่ของทหารต่อ พร้อมกับเตรียมตัวสอบเป็นนายสิบ เพราะรักในอาชีพของทหารและเลือกทางนี้แล้ว
พ่อของพลทหารพลทหารเรืองศักดิ์ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า อยากให้ลูกชายมีอาชีพเป็นทหาร เพราะเขาชอบ พ่อก็เลยพาลูกไปสมัคร โดยร้องขอผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งตั้งแต่ตอนนั้นมาก็รู้สึกเลยว่าลูกชายเป็นเสาหลักของครอบครัว แบ่งเงินที่เป็นเงินเดือนมาช่วยเหลือครอบครัวตลอด ตอนนี้ก็หวังว่าลูกชายจะได้เป็นนายสิบต่อไป
นอกจากนี้ พลทหารเรืองศักดิ์ ยังได้บอกกลับผู้สื่อข่าวว่า นอกจากการได้รับความช่วยเหลือจากทีมแพทย์แล้ว เชื่อว่าที่รอดมาได้ในครั้งนี้เพราะสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ คือตะกรุดที่ทำจากลูกปืน และเหรียญหลวงปู่เจียม อติสโย ที่ ‘แม่ทัพเติ่ง พลโทวีระยุทธ รักศิลป์’ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้มอบให้ ตนเชื่อว่าสิ่งของเหล่านี้ปกปักรักษาให้ปลอดภัย

วิเคราะห์เจาะลึก: ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2566 – บทสรุปปีแห่งความท้าทาย และผู้ที่ยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวัฏจักรตลาดขึ้นลงมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ปี 2566 นี้ เป็นปีที่สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความท้าทายอย่างแท้จริง สำหรับธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ไทย หลังจากที่หลายคนคาดหวังว่าโมเมนตัมเชิงบวกจากปี 2565 จะต่อเนื่อง แต่ความเป็นจริงกลับแตกต่างออกไป ตลาดกลับเข้าสู่โหมดชะลอตัวอีกครั้งก่อนหน้าการเลือกตั้งครั้งใหญ่ และแรงกดดันนี้ยังคงอยู่ต่อเนื่องจนถึงช่วงปลายปี แม้แต่ในไตรมาส 4 ซึ่งปกติจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของการซื้อขาย ก็ยังไม่สามารถจุดประกายการฟื้นตัวที่คาดหวังได้ จนก้าวเข้าสู่ปี 2567 สถานการณ์ยังคงดูไม่สดใสไปกว่าปีก่อนหน้า
ด้วยข้อมูลที่ผมได้รวบรวมและวิเคราะห์จากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 41 แห่ง ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2566 ได้อย่างชัดเจนว่า แต่ละบริษัทรับมือกับสถานการณ์ที่ผันผวนนี้ได้อย่างไร และใครคือผู้ที่พิสูจน์ตัวเองว่าเป็น “ผู้ชนะตัวจริง” ในสมรภูมิอันดุเดือดนี้
ภาพรวมรายได้รวม: สัญญาณการชะลอตัวที่ชัดเจน
ตลอดปี 2566 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 41 แห่งที่ผมได้ทำการศึกษา สามารถสร้างรายได้รวมกันทั้งสิ้นกว่า 371,560 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงเล็กน้อยประมาณ 1.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้รวม 376,141 ล้านบาท แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูไม่แตกต่างกันมากนัก แต่เมื่อเจาะลึกรายบริษัท จะพบว่าน่าตกใจที่มีถึง 25 จาก 41 บริษัท ที่มีรายได้รวมลดลง สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
บริษัทที่เผชิญกับรายได้รวมติดลบในระดับที่สูงกว่า 20% เช่น L.P.N. Development (LPN), Eastern Star Real Estate (ESTAR) และ Country Group Development (CGD) ซึ่งมีรายได้ลดลงราวๆ 28% นอกจากนี้ Raimon Land (RML) ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงชะตากรรมนี้ได้ โดยมีรายได้ลดลงถึง 26% ตามมาด้วย Lalin Property (LPH) ที่ -23%, Major Development (MJD) ที่ -22% และ Siamese Asset (SA) ที่ -21%
แม้แต่บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Land and Houses (LH) ก็ยังมีรายได้รวมติดลบถึง 18% เป็นที่สังเกตว่า ในกลุ่ม Top 10 บริษัทที่มีรายได้รวมสูงสุดในปี 2566 มีถึง 5 บริษัทที่มีรายได้รวมลดลงจากปีก่อนหน้า นอกเหนือจาก Land and Houses แล้ว ยังมี AP (Thailand) (AP) ที่มีรายได้ลดลงเล็กน้อยไม่ถึง 1% รวมถึง Supalai (SPALI) ที่ -10%, Pruksa Holding (PSH) ที่ -9% และ Origin Property (ORI) ที่มีรายได้รวมลดลงประมาณ 4%
การจัดอันดับ 10 บริษัทอสังหาฯ ที่มีรายได้รวมสูงสุด:
Sansiri (SIRI): 39,082 ล้านบาท (เติบโต 12%)
AP (Thailand) (AP): 38,399 ล้านบาท
Supalai (SPALI): 31,818 ล้านบาท
Land and Houses (LH): 30,170 ล้านบาท
Pruksa Holding (PSH): 26,132 ล้านบาท
SC Asset Corporation (SC): 24,487 ล้านบาท
U City (U): 17,672 ล้านบาท
Frasers Property (Thailand) (FPT): 16,169 ล้านบาท
Origin Property (ORI): 15,157 ล้านบาท
Singha Estate (S): 15,066 ล้านบาท
รายได้จากการขาย: ตัวชี้วัดที่แท้จริงของผลการดำเนินงานหลัก
อย่างไรก็ตาม หากจะวัดกันที่ผลงานการดำเนินธุรกิจหลักที่แท้จริง เราต้องพิจารณาที่ “รายได้จากการขาย” เป็นสำคัญ เนื่องจากในกลุ่มบริษัทที่มีรายได้รวมสูงสุดหลายแห่ง มีรายได้จากแหล่งอื่นเข้ามาช่วยสนับสนุน ซึ่งอาจไม่ใช่ภาพสะท้อนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง
เมื่อมองเฉพาะรายได้จากการขาย ตัวเลขก็สะท้อนภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น จากการรวบรวมข้อมูลของทั้ง 41 บริษัท สามารถทำรายได้จากการขายรวมกันได้ 268,460 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้จากการขายรวมประมาณ 299,979 ล้านบาท ที่น่ากังวลคือ มีถึง 30 จาก 41 บริษัทที่มีรายได้จากการขายลดลงจากปี 2565
บริษัทอย่าง Raimon Land (RML) เผชิญกับรายได้จากการขายที่ลดลงถึง 78% L.P.N. Development (LPN) มีรายได้จากการขายลดลงเกือบ 40% และที่น่าตกใจที่สุดคือ Land and Houses (LH) ซึ่งมีรายได้จากการขายลดลงถึง 38% แม้แต่เบอร์ 1 ด้านรายได้รวมอย่าง AP (Thailand) (AP) ก็ยังมีรายได้จากการขายลดลงเล็กน้อยที่ 2%
ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่ม Top 10 บริษัทที่มีรายได้จากการขายสูงสุด มีถึง 8 บริษัทที่รายได้จากการขายลดลงจากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงสภาพตลาดที่ท้าทายอย่างแท้จริง
การจัดอันดับ 10 บริษัทอสังหาฯ ที่มีรายได้จากการขายสูงสุด:
AP (Thailand) (AP): 36,927 ล้านบาท
Sansiri (SIRI): 32,829 ล้านบาท (เติบโต 7%)
Supalai (SPALI): 30,836 ล้านบาท
SC Asset Corporation (SC): 23,370 ล้านบาท (เติบโต 13%)
Pruksa Holding (PSH): 22,357 ล้านบาท
Land and Houses (LH): 18,966 ล้านบาท
Frasers Property (Thailand) (FPT): 10,019 ล้านบาท
Origin Property (ORI): 8,840 ล้านบาท (ลดลง 24%)
Quality House (QH): 7,619 ล้านบาท
Property Perfect (PF): 7,171 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมี Central Pattana (CPN) ที่น่าจับตาเป็นพิเศษ หลังจากที่ทุ่มเทลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2566 CPN สามารถสร้างรายได้จากการขายได้ถึง 5,835 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 103% จากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการลงทุนที่ผ่านมา
กำไรสุทธิ: บทพิสูจน์สุดท้ายของ “ผู้ชนะ”
ในท้ายที่สุด ไม่ว่ารายได้จะมากน้อยเพียงใด หากมีกำไรน้อย หรือไม่สามารถนำเงินเข้ากระเป๋าได้จริง ก็ย่อมถือว่าไม่ใช่ผู้ชนะที่แท้จริง
สำหรับปี 2566 ทั้ง 41 บริษัท สามารถทำกำไรสุทธิรวมกันได้ 44,165 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลง 11% จากปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิรวมกันราว 49,602 ล้านบาท ที่น่าเป็นห่วงคือ มีถึง 12 บริษัทที่ประสบภาวะขาดทุน ซึ่งบางบริษัทขาดทุนต่อเนื่องมา 3-4 ปีนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 และยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ นอกจากนี้ ยังมีกว่า 20 บริษัท จาก 41 แห่ง ที่มีกำไรลดลงจากปี 2565
การจัดอันดับ 10 บริษัทอสังหาฯ ที่มีกำไรสุทธิสูงสุด:
Land and Houses (LH): 7,495 ล้านบาท (แม้รายได้ลดลง แต่มีกำไรจากการขายโรงแรม 2 แห่งเข้ากองทุน มูลค่า 2,500 ล้านบาท เป็นปัจจัยหลัก)
Supalai (SPALI): 6,083 ล้านบาท
AP (Thailand) (AP): 6,054 ล้านบาท
Sansiri (SIRI): 5,846 ล้านบาท (เติบโต 42%)
Origin Property (ORI): 3,160 ล้านบาท (ลดลง 25%)
SC Asset Corporation (SC): 2,525 ล้านบาท
Quality House (QH): 2,503 ล้านบาท
Pruksa Holding (PSH): 2,339 ล้านบาท
Frasers Property (Thailand) (FPT): 1,865 ล้านบาท
Central Pattana (CPN): 1,610 ล้านบาท (ประมาณการจากกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ 1,975 ล้านบาท)
แนวโน้มปี 2567: ปีแห่งการปรับตัวและการแสวงหาโอกาส
ข้อมูลที่ผมนำเสนอข้างต้น คือภาพสะท้อนผลการดำเนินงานของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2566 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ปี 2567 จะยังคงเป็นปีที่คาดการณ์ว่ามีความยากลำบาก แต่ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง บริษัทที่แข็งแกร่งและมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน จะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความท้าทายนี้ไปได้ และอาจสร้างโอกาสใหม่ๆ จากการเปลี่ยนแปลงของตลาด
หากคุณคือผู้ประกอบการ นักลงทุน หรือกำลังมองหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ หรือ การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย การทำความเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ คือก้าวแรกที่สำคัญ ผมขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจร่วมติดตามวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมสำหรับกลยุทธ์ที่จะนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จในปีต่อๆ ไป การตัดสินใจที่ถูกต้องบนพื้นฐานของข้อมูลที่แม่นยำ คือหัวใจสำคัญในการนำพาธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก การศึกษา กลยุทธ์อสังหาริมทรัพย์ ที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ จะเป็นกุญแจสำคัญในการคว้าโอกาสทองที่ซ่อนอยู่
หากท่านกำลังมองหาที่ปรึกษาผู้มีประสบการณ์ หรือต้องการวิเคราะห์ศักยภาพของโครงการ อสังหาริมทรัพย์สำหรับขาย ในตลาดปัจจุบัน อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างมั่นคง.

