กระแสการเมืองไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้งทวีความร้อนแรงอย่างถึงขีดสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากจบเวทีดีเบตครั้งสำคัญของไทยรัฐซึ่งถือเป็นหนึ่งในสื่อยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของสาธารณชนเป็นอย่างมาก ผลการโหวตคะแนนความนิยมหรือ Popular Vote ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขธรรมดา แต่เป็นดัชนีชี้วัดที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนที่ติดตามรับชมการแสดงวิสัยทัศน์ของเหล่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองต่างๆ สิ่งที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับคอการเมืองทั่วประเทศคือคะแนนที่ออกมาทิ้งห่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยพรรคที่ครองอันดับหนึ่งสามารถกวาดคะแนนเสียงไปได้อย่างมหาศาล ทิ้งห่างอันดับสองและอันดับสามไปมากกว่าเท่าตัว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงพลังของคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในเชิงโครงสร้างของประเทศ
วิเคราะห์จากฐานข้อมูลผลโหวตจะพบว่า พรรคการเมืองที่นำโด่งมาเป็นอันดับหนึ่งนั้นได้รับแรงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากโลกออนไลน์และกลุ่มผู้ชมที่เน้นการฟังนโยบายที่กล้าหาญและชัดเจน คะแนนที่พุ่งสูงเกินกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้โหวตทั้งหมดในบางช่วงเวลาแสดงให้เห็นถึงสภาวะที่เรียกว่าแลนด์สไลด์ในเชิงความรู้สึกของประชาชนที่เข้าถึงสื่อดิจิทัล ในขณะที่พรรคการเมืองคู่แข่งอีกสองพรรคใหญ่ซึ่งเคยครองฐานเสียงเดิมมาอย่างยาวนานกลับทำได้เพียงไล่ตามห่างๆ โดยแต่ละพรรคมีคะแนนไล่เลี่ยกันแต่ยังไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงความนิยมของอันดับหนึ่งไปได้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคะแนนโหวตในเวทีดีเบตนี้คือทักษะการสื่อสาร ความชัดเจนของนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง และความกล้าที่จะนำเสนอแนวทางใหม่ๆ ในการบริหารประเทศท่ามกลางวิกฤตที่สะสมมานาน
ผลโหวตในครั้งนี้ยังส่งสัญญาณเตือนไปยังพรรคการเมืองฝั่งอนุรักษนิยมและพรรคการเมืองแบบดั้งเดิมว่า กลยุทธ์การหาเสียงแบบเดิมอาจไม่เพียงพอที่จะดึงดูดใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งในยุคปัจจุบัน การที่พรรคอันดับหนึ่งทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่นเช่นนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำกระแสความนิยมในตัวผู้นำพรรคที่มีความสดใหม่และมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล อย่างไรก็ตาม ผล Popular Vote ในโลกออนไลน์อาจไม่ได้สะท้อนถึงผลการเลือกตั้งจริงในทุกเขตพื้นที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันคือภาพสะท้อนของโมเมนตัมทางการเมืองที่สำคัญยิ่ง ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ที่ยังลังเลอยู่ว่าจะเลือกใครดีในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง การจัดเวทีดีเบตของไทยรัฐในครั้งนี้จึงประสบความสำเร็จอย่างสูงในการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองและแสดงให้เห็นถึงทิศทางของลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังพัดพาไปทั่วประเทศไทยอย่างรุนแรงและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งยุคใหม่
ปี 2567: การประเมินสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย – ใครคือผู้รอดและผู้ก้าวหน้า?
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้สังเกตเห็นถึงพลวัตของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดนิ่ง และปี 2566 ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความผันผวนและความท้าทายที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญ แม้จะมีความคาดหวังอันสูงส่งจากโมเมนตัมเชิงบวกที่ส่งต่อมาจากปี 2565 แต่ความเป็นจริงกลับสวนทาง ตลาดได้ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนช่วงการเลือกตั้งใหญ่ และแนวโน้มนี้ก็ยังคงต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2566 แม้ในไตรมาส 4 ซึ่งโดยปกติจะเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย แต่ก็ยังไม่แสดงสัญญาณของการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งนัก และน่าเสียดายที่แนวโน้มดังกล่าวก็ยังคงส่งผลต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2567 อีกด้วย
เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์นี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น Property Mentor ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 41 แห่ง เพื่อประเมินผลการดำเนินงานในปี 2566 วิเคราะห์ว่าแต่ละบริษัทสามารถรับมือกับสภาวะตลาดที่ท้าทายนี้ได้อย่างไร และที่สำคัญที่สุด ใครคือผู้ที่สามารถยืนหยัดและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริงใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
ภาพรวมรายได้ของ 41 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในปี 2566
ตลอดปี 2566 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 41 แห่ง สามารถสร้างรายได้รวมกันกว่า 371,560 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงเล็กน้อยประมาณ 1.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้รวม 376,141 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกในระดับรายบริษัท จะพบว่าน่าตกใจที่มีถึง 25 จาก 41 บริษัทที่มีรายได้รวมลดลง ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต
บริษัทที่ประสบปัญหาการลดลงของรายได้ในระดับที่น่าเป็นห่วง ได้แก่ L.P.N. Development, Eastern Star Real Estate, และ Country Group Development ซึ่งมีรายได้ลดลงถึงประมาณ -28% นอกจากนี้ Raimon Land ก็มีรายได้ลดลงถึง -26%, Lalin Property -23%, Major Development -22%, และ Siamese Asset -21%
แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Land and Houses ก็ยังเผชิญกับรายได้ที่ลดลงถึง 18% และเป็นที่น่าสังเกตว่า ในกลุ่ม 10 บริษัทที่มีรายได้รวมสูงสุด 5 บริษัท กลับมีรายได้รวมลดลงจากปี 2565 โดยนอกเหนือจาก Land and Houses แล้ว AP (Thailand) ก็มีรายได้ลดลงเล็กน้อยไม่ถึง -1%, Supalai -10%, Pruksa Holding -9%, และ Origin Property มีรายได้รวมลดลงประมาณ -4%
แสนสิริ ผงาดขึ้นเป็นผู้นำด้านรายได้รวม 39,082 ล้านบาท เติบโต 12%
เมื่อพิจารณา 10 อันดับแรกของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้รวมสูงสุดในปี 2566 แสนสิริ ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ด้วยรายได้รวม 39,082 ล้านบาท เฉือน AP (Thailand) ที่ 38,399 ล้านบาทไปอย่างฉิวเฉียด อันดับ 3 คือ Supalai ด้วยรายได้รวม 31,818 ล้านบาท ตามมาด้วย Land and Houses ในอันดับ 4 ด้วยรายได้รวม 30,170 ล้านบาท และ Pruksa Holding ในอันดับ 5 ด้วยรายได้รวม 26,132 ล้านบาท
อันดับ 6 คือ SC Asset Corporation ด้วยรายได้รวม 24,487 ล้านบาท, อันดับ 7 คือ U City ด้วยรายได้รวม 17,672 ล้านบาท, อันดับ 8 คือ Frasers Property (Thailand) ด้วยรายได้รวม 16,169 ล้านบาท, อันดับ 9 คือ Origin Property ด้วยรายได้รวม 15,157 ล้านบาท และอันดับ 10 คือ Singha Estate ด้วยรายได้รวม 15,066 ล้านบาท
การวิเคราะห์รายได้จากการขาย: ตัวชี้วัดที่แท้จริงของผลการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ภาพที่สะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริง ควรพิจารณาที่ “รายได้จากการขาย” เป็นหลัก เนื่องจากในกลุ่ม 10 บริษัทที่มีรายได้รวมสูงสุดหลายรายมีรายได้จากแหล่งอื่นเข้ามาเสริม แต่เมื่อนับเฉพาะรายได้จากการขาย โฉมหน้าของ 10 อันดับแรกก็จะเปลี่ยนแปลงไป
ภาพรวม 41 บริษัท สามารถทำรายได้จากการขายรวมกันได้ 268,460 ล้านบาท ซึ่งลดลงประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้จากการขายรวมประมาณ 299,979 ล้านบาท โดยมีถึง 30 จาก 41 บริษัท ที่มีรายได้จากการขายลดลงจากปี 2565
บริษัทที่ประสบปัญหาอย่างหนักในส่วนของรายได้จากการขาย ได้แก่ Raimon Land ที่มีรายได้จากการขายลดลงถึง -78%, L.P.N. Development รายได้จากการขายลดลงเกือบ -40% และที่น่าตกใจคือ Land and Houses มีรายได้จากการขายลดลงถึง -38% แม้แต่ AP (Thailand) ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ก็ยังมีรายได้จากการขายลดลงเล็กน้อยที่ -2% และไม่ใช่เพียงแค่บริษัทใหญ่เท่านั้น แต่ในกลุ่ม 10 บริษัทที่มีรายได้จากการขายสูงสุด มีถึง 8 บริษัทที่ทำรายได้จากการขายลดลง
AP (Thailand) ผงาดขึ้นเป็นผู้นำด้านรายได้จากการขาย 36,927 ล้านบาท
สำหรับ 10 อันดับแรกของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้จากการขายสูงสุด AP (Thailand) ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ด้วยรายได้จากการขายรวม 36,927 ล้านบาท แซงหน้า Sansiri ที่ 32,829 ล้านบาท ซึ่ง Sansiri เป็นหนึ่งในสองบริษัทที่มีรายได้จากการขายเติบโตขึ้น 7% อันดับ 3 คือ Supalai ที่ยังรักษาตำแหน่งได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยรายได้จากการขาย 30,836 ล้านบาท ตามมาด้วย SC Asset Corporation ในอันดับ 4 ที่ไต่ขึ้นมาติด Top 5 ได้สำเร็จ ด้วยรายได้จากการขาย 23,370 ล้านบาท และเป็นอีกบริษัทที่มีรายได้เติบโตในแดนบวกถึง 13% อันดับ 5 คือ Pruksa Holding ด้วยรายได้จากการขายรวม 22,357 ล้านบาท
แม้รายได้จากการขายจะตกลงไปมาก แต่ Land and Houses ยังคงรักษาตำแหน่งใน Top 10 ด้วยรายได้จากการขายรวม 18,966 ล้านบาทในอันดับ 6 อันดับ 7 คือ Frasers Property ด้วยรายได้จากการขายรวม 10,019 ล้านบาท Origin Property ในอันดับ 8 แม้จะมีรายได้ลดลงถึง -24% แต่ก็ยังคงอยู่ในกลุ่ม Top 10 ด้วยรายได้จากการขายรวม 8,840 ล้านบาท อันดับ 9 คือ Quality House ด้วยรายได้จากการขายรวม 7,619 ล้านบาท และอันดับ 10 คือ Property Perfect ด้วยรายได้จากการขายรวม 7,171 ล้านบาท
อีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ Central Pattana ที่เริ่มเห็นผลลัพธ์จากการลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ในปี 2566 Central Pattana ทำรายได้จากการขายได้ 5,835 ล้านบาท เติบโตอย่างน่าประทับใจถึง 103% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้จากการขาย 2,870 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: ตัวชี้วัดสุดท้ายของความสำเร็จที่แท้จริง
แน่นอนว่า การขายได้มากเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากกำไรสุทธิมีน้อย หรือไม่สามารถนำเงินเข้ากระเป๋าได้อย่างมีนัยสำคัญ นั่นย่อมไม่ถือว่าเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ในปี 2566 ทั้ง 41 บริษัท ทำกำไรสุทธิรวมกันได้ 44,165 ล้านบาท ลดลง 11% จากปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิรวมกันราว 49,602 ล้านบาท โดยมีกว่า 12 บริษัทที่ประสบภาวะขาดทุน บางบริษัทขาดทุนต่อเนื่องมา 3-4 ปีตั้งแต่ช่วงโควิด และยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ นอกจากนี้ กว่า 20 บริษัทจาก 41 บริษัท มีกำไรลดลงจากปี 2565
Land and Houses ครองแชมป์กำไรสูงสุด 7,495 ล้านบาท
สำหรับ 10 อันดับแรกของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ทำกำไรได้สูงสุด Land and Houses ยังคงครองแชมป์เก่า แม้จะมีรายได้ลดลงมาก แต่ก็สามารถทำกำไรในปีนี้ไปถึง 7,495 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขายโรงแรม 2 แห่งเข้ากองทุน ซึ่งสร้างกำไรได้ถึง 2,500 ล้านบาท หากไม่มีรายการนี้ Supalai ที่อยู่ในอันดับ 2 อาจจะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แทน โดยในปี 2566 Supalai ทำกำไรไปได้ 6,083 ล้านบาท เฉือน AP (Thailand) ที่มีกำไร 6,054 ล้านบาท ไปอย่างฉิวเฉียด อันดับ 4 คือ Sansiri ด้วยกำไรสุทธิ 5,846 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 42% อันดับ 5 คือ Origin Property ด้วยกำไรสุทธิ 3,160 ล้านบาท แม้กำไรจะลดลงจากปีก่อนถึง -25% ก็ตาม
อันดับ 6 คือ SC Asset ด้วยกำไรสุทธิ 2,525 ล้านบาท เฉือน Quality House ที่มีกำไรสุทธิ 2,503 ล้านบาท ไปเพียงเล็กน้อย อันดับ 8 คือ Pruksa Holding ด้วยกำไร 2,339 ล้านบาท อันดับ 9 คือ Frasers Property ด้วยกำไร 1,865 ล้านบาท และอันดับ 10 คือ Central Pattana ด้วยกำไรสุทธิประมาณ 1,610 ล้านบาท (ประเมินจากกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ 1,975 ล้านบาท)
แนวโน้มปี 2567 และโอกาสสำหรับนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญในปี 2566 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงปี 2567 อย่างไรก็ตาม ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ สำหรับนักลงทุนที่มองหา โอกาสลงทุนอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพ หรือ ซื้อขายคอนโดมิเนียม หรือแม้แต่ โครงการบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ การทำความเข้าใจภาพรวมของตลาดและผลการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
ในปี 2567 นี้ เราอาจจะได้เห็นการปรับกลยุทธ์ที่เข้มข้นขึ้นจากผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อรับมือกับสภาวะตลาดที่ยังคงมีความไม่แน่นอน การมองหา โครงการอสังหาริมทรัพย์ทำเลดี ที่ยังคงมีความต้องการสูง หรือโครงการที่ตอบโจทย์เทรนด์ใหม่ๆ เช่น บ้านประหยัดพลังงาน หรือ คอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุน อาจเป็นกุญแจสำคัญ
หากคุณเป็นนักลงทุนที่กำลังมองหาแนวทางการลงทุนที่เหมาะสม หรือเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการคำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ในปี 2567 เพื่อนำพาธุรกิจให้ก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตอย่างยั่งยืน ติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราวันนี้ เพื่อร่วมวางแผนกลยุทธ์การลงทุนและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด.

