กลายเป็นประเด็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองและสาธารณสุขอีกครั้ง เมื่อนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างแข็งกร้าวในการผลักดันให้ “บุหรี่ไฟฟ้า” กลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายในประเทศไทย โดยชูสโลแกนการทำงานแบบ “ไม่เทา ไม่ดัดจริต” ซึ่งถือเป็นการท้าทายค่านิยมเดิมๆ และระเบียบปฏิบัติที่คลุมเครือมาอย่างยาวนาน นายชัยวุฒิมองว่าในความเป็นจริงปัจจุบันมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลายทั่วทุกมุมเมือง แต่กลับถูกกำหนดให้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งนำไปสู่ช่องว่างมหาศาลที่ทำให้เกิดการเรียกรับส่วยและการเก็บเงินใต้โต๊ะจากเจ้าหน้าที่บางกลุ่ม ทำให้รายได้มหาศาลที่ควรจะเข้าสู่ภาครัฐกลับตกไปอยู่ในกระเป๋าของผู้มีอิทธิพลและกลุ่มทุนสีเทาแทน
นโยบายนี้มุ่งเน้นไปที่การดึงเอาธุรกิจที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินเพื่อให้มีการควบคุมอย่างเป็นระบบ โดยนายชัยวุฒิเน้นย้ำว่าการทำให้ถูกกฎหมายจะช่วยให้รัฐสามารถควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์และสารเคมีที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้าได้ดีกว่าปล่อยให้มีการลักลอบนำเข้าสินค้าไร้มาตรฐานจากต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคมากกว่าเดิม นอกจากนี้ การเปลี่ยนสถานะจากของเถื่อนมาเป็นสินค้าควบคุมจะช่วยให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งเม็ดเงินภาษีเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาระบบสาธารณสุขหรือการรณรงค์เพื่อลดการสูบบุหรี่อย่างจริงจังได้ดีกว่าการไล่จับกุมที่ไม่เคยเห็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวได้จุดฉนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกลุ่มนักวิชาการและองค์กรด้านสุขภาพที่แสดงความกังวลว่าการทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายอาจเป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงสิ่งเสพติดได้ง่ายขึ้น แต่นายชัยวุฒิได้โต้แย้งว่าความจริงคือปัจจุบันเด็กก็เข้าถึงได้ง่ายอยู่แล้วผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่มีการตรวจสอบอายุ หากทำให้ถูกกฎหมายจะสามารถบังคับใช้กฎหมายเรื่องจำกัดอายุผู้ซื้อได้อย่างเข้มงวดกว่าเดิม การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดหน้าแลกเพื่อให้สังคมไทยเลิกยอมรับความจริงแบบครึ่งๆ กลางๆ และหันมาแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุด้วยความโปร่งใส ซึ่งนับเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่แหลมคมและเดิมพันสูงยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังต้องการนวัตกรรมทางการเงินและกฎหมายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ภาพรวมรายได้และกำไรของกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยครึ่งปีแรก 2568: ทิศทางตลาดและกลยุทธ์รับมือความท้าทาย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้สังเกตเห็นถึงพลวัตของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 นี้ ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 40 แห่ง ที่สะท้อนผ่านรายงานทางการเงิน บ่งชี้ถึงความท้าทายที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตัวเลขรายได้ที่ลดลง 15.21% และกำไรสุทธิที่หดตัวถึง 37.17% นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางบัญชี แต่เป็นกระจกเงาที่สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและความกังวลใจของผู้บริโภคในวงกว้าง
สัญญาณเตือนจากตัวเลข: ความเปราะบางของกำลังซื้อและ “ความกลัวหนี้”
สิ่งที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือ การที่บริษัทถึง 18 แห่งในกลุ่มนี้มีผลประกอบการขาดทุน ซึ่งเป็นสภาวะที่บ่งชี้ถึงแรงกดดันที่รุนแรงในตลาด แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการประเมินจาก LWS Wisdom บริษัทวิจัยในเครือ แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่ระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน) รายได้รวมของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวอยู่ที่ 131,217.08 ล้านบาท ลดลง 15.21% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 8,369.92 ล้านบาท ลดลง 37.17%
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ ผลกระทบที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่กำลังถดถอยอย่างชัดเจน ปัจจัยแวดล้อมหลายประการมีส่วนสำคัญในการสร้างแรงกดดันนี้ ได้แก่ การเติบโตของรายได้ที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง ทำให้การตัดสินใจก่อหนี้ก้อนใหญ่เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือคอนโดมิเนียม ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
สำหรับคนไทยจำนวนมาก การมีบ้านเป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิต และถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่พื้นฐาน แต่เมื่อปัจจัยทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อไม่เอื้ออำนวย ความฝันนี้ก็ดูห่างไกลออกไป สิ่งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย การชะลอตัวในภาคส่วนนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนที่น่ากังวล และอาจกล่าวได้ว่า ในเวลานี้ ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นที่เผชิญกับความท้าทาย แต่เศรษฐกิจทั้งระบบกำลังสะท้อนถึง “ความกลัวหนี้” ของผู้บริโภค
การวิเคราะห์บริษัทชั้นนำ: ความแข็งแกร่งและความเปราะบางในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
เมื่อเจาะลึกไปยังรายชื่อบริษัทชั้นนำ 10 อันดับแรกในแง่ของรายได้สูงสุด พบว่า ส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้ที่ปรับตัวลดลง แม้ว่าบางบริษัทจะมีตัวเลขรายได้ที่ลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเป็นทิศทางที่สวนทางกับเป้าหมายการเติบโตที่คาดหวัง
อันดับ 1: บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 17,786.61 ล้านบาท ลดลง 0.33%
อันดับ 2: บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 15,677.66 ล้านบาท ลดลง 19.44%
อันดับ 3: บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 12,107.57 ล้านบาท ลดลง 17.77%
อันดับ 4: บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 10,667.34 ล้านบาท ลดลง 16.70%
อันดับ 5: บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 10,336.18 ล้านบาท ลดลง 0.77%
อันดับ 6: บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 7,891.04 ล้านบาท ลดลง 8.77%
อันดับ 7: บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 6,947.38 ล้านบาท ลดลง 12.18%
อันดับ 8: บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 6,944.37 ล้านบาท ลดลง 29.59%
อันดับ 9: บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 4,998.72 ล้านบาท ลดลง 24.83%
อันดับ 10: บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทเดียวในกลุ่มนี้ที่มีรายได้เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้ 3,773.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 111.52% ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของกลยุทธ์เฉพาะตัวและความสามารถในการปรับตัวของผู้บริหาร
ในส่วนของกำไรสูงสุด 10 อันดับแรก สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและยอดขายที่ยังคงแข็งแกร่งของบางบริษัท แม้ว่ารายได้โดยรวมจะลดลง แต่การมีกำไรที่ยังคงรักษาไว้ได้ แสดงถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
อันดับ 1: บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มีกำไร 2,212.48 ล้านบาท
อันดับ 2: บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มีกำไร 2,028.11 ล้านบาท
อันดับ 3: บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) มีกำไร 1,870.04 ล้านบาท
อันดับ 4: บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มีกำไร 1,509.27 ล้านบาท
อันดับ 5: บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีกำไร 1,192.82 ล้านบาท
อันดับ 6: บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มีกำไร 736.36 ล้านบาท
อันดับ 7: บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีกำไร 531.08 ล้านบาท
อันดับ 8: บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีกำไร 430.97 ล้านบาท
อันดับ 9: บริษัท แอสเซท ไวส์ จำกัด (มหาชน) มีกำไร 399.89 ล้านบาท
อันดับ 10: บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (G LAND) มีกำไร 230.97 ล้านบาท
สินค้าคงค้าง: ความท้าทายที่รอการแก้ไขในตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑล
นอกจากแรงกดดันด้านกำลังซื้อแล้ว ภาวะที่โครงการบ้านและคอนโดมิเนียมขายออกได้ยากขึ้น ส่งผลให้มูลค่ารวมของสินค้าคงค้าง (Inventory) ประกอบกับสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่าสูงถึง 725,404.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.89% ตัวเลขนี้ แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็บ่งชี้ถึงความท้าทายในการระบายสต็อกสินค้า โดยเฉพาะในทำเลที่มีการพัฒนาโครงการจำนวนมาก
มุมมองผู้บริหาร: การปรับกลยุทธ์เพื่อฝ่าวิกฤติและเตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นตัว
คุณประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจ โดยชี้ว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2568 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวและฟื้นตัวในระยะต่อไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทบทวนและปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน เพื่อประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นจากภาวะวิกฤตินี้ไปให้ได้ และเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต
เศรษฐกิจไทยในภาพใหญ่: บทบาทของอสังหาริมทรัพย์และความเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่น
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และยังเชื่อมโยงโดยตรงกับภาคส่วนอื่นๆ เช่น แรงงานก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และภาคการเงิน การที่รายได้และกำไรของผู้ประกอบการชะลอตัวลง ประกอบกับปริมาณสินค้าคงค้างที่สูงขึ้น จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงภาวะ “ความไม่มั่นใจ” ของผู้บริโภคที่ไม่กล้าก่อหนี้สินในช่วงเวลานี้
แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะยังไม่ใช่สัญญาณของวิกฤติการณ์เต็มรูปแบบ แต่ก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด หากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและกำลังซื้อไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์นี้ อาจส่งแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้มีความเปราะบางมากขึ้นในระยะยาว
แนวทางการดำเนินงานสำหรับผู้ประกอบการในปี 2568-2569
จากสถานการณ์ที่ปรากฏ ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องพิจารณาแนวทางการดำเนินงานที่รอบคอบและยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้:
การบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุน: การรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในช่วงเวลาที่การขายชะลอตัว การบริหารจัดการต้นทุนการก่อสร้างและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดผลกระทบต่อกำไรได้
การปรับกลยุทธ์ทางการตลาดและการขาย: การทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า และการใช้ช่องทางการตลาดดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยกระตุ้นยอดขายได้
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย: การมองหาโอกาสในตลาด Niche หรือการพัฒนาโครงการประเภทอื่น เช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property) หรือโครงการที่เน้นกลุ่มผู้สูงอายุ (Senior Living) อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
การบริหารจัดการสต็อก: การจัดโปรโมชั่นที่น่าสนใจ การร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อเสนอสินเชื่ออัตราพิเศษ หรือการพิจารณาปรับลดราคาในบางโครงการที่มีสต็อกค้างจำนวนมาก อาจช่วยระบายสินค้าได้เร็วขึ้น
การประเมินความเสี่ยงและการวางแผนเชิงกลยุทธ์: การวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด การประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย และการวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในสภาวะปัจจุบัน
สำหรับนักลงทุน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและพิจารณาอย่างรอบคอบ การลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพ มีทำเลที่ตั้งที่ดี และมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน อาจยังคงเป็นโอกาสที่ดี แต่ควรพิจารณาถึงปัจจัยด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงอย่างถี่ถ้วน การลงทุนในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) บางกองที่เน้นสินทรัพย์ที่มีรายได้สม่ำเสมอและมีสัญญาเช่าระยะยาว อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความผันผวนได้
บทสรุป: ก้าวต่อไปของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
แม้ว่าตัวเลขผลประกอบการในครึ่งปีแรกของปี 2568 จะสะท้อนถึงความท้าทายที่ชัดเจนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย แต่ในฐานะผู้ที่ทำงานในวงการนี้มาอย่างยาวนาน ผมยังคงมองเห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการฟื้นตัวของภาคส่วนนี้ เมื่อผู้ประกอบการสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การมองหาโอกาสในท่ามกลางความท้าทาย คือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ การทำความเข้าใจปัจจัยขับเคลื่อนตลาด การวางแผนกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง และการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทย ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนอีกครั้ง
หากท่านกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงการที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดปัจจุบัน อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อร่วมวางแผนและสร้างสรรค์อนาคตที่มั่นคงไปด้วยกัน

