ท่ามกลางกระแสข่าวการทุจริตเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวโต้ตอบประเด็นที่มีการเผยผลสำรวจระบุว่ามีการซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 7,500 บาทในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล นายอนุทินแสดงท่าทีตกใจอย่างเห็นได้ชัดพร้อมกับตั้งคำถามย้อนกลับไปยังสื่อมวลชนและผู้ที่ปล่อยข่าวว่า “ใครซื้อเสียงราคาขนาดนั้น?” โดยระบุว่าหากมีการกระทำเช่นนั้นจริงถือเป็นเรื่องที่โง่เขลาและดูถูกประชาชนเป็นอย่างมาก และได้ทิ้งท้ายด้วยประโยคสุดแซ่บว่า “ถ้าใครทำจริงๆ รู้ตัวบอกด้วย จะเอาเขาควายไปครอบให้” ซึ่งสื่อถึงความหมายว่าการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อแลกกับคะแนนเสียงในยุคที่ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงนั้นเป็นการกระทำที่เปล่าประโยชน์
นายอนุทินย้ำชัดว่าในส่วนของพรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายและไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น เนื่องจากการหาเสียงของพรรคเน้นไปที่การลงพื้นที่แบบ “ออร์แกนิค” และการนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้จริงมากกว่าการใช้เม็ดเงินซื้อใจคน การที่มีข่าวลือสะพัดเรื่องตัวเลข 7,500 บาทออกมาในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง นายอนุทินมองว่าเป็นความพยายามในการดิสเครดิตและสร้างความปั่นป่วนในระบบประชาธิปไตย พร้อมทั้งขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กกต. เร่งตรวจสอบที่มาของข้อมูลนี้อย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อสาธารณชน นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงประเด็นการไม่ร่วมเวทีดีเบตว่าตนเองถนัดการทำงานและรับฟังปัญหาประชาชนโดยตรงมากกว่าการโชว์วิสัยทัศน์บนเวทีที่บางครั้งอาจเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว
นอกจากประเด็นเรื่องการซื้อเสียง นายอนุทินยังได้ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับข่าวลือเรื่อง “ดีลลับ” หรือความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนใหญ่ โดยยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีความเป็นอิสระและยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง การที่ถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งต่างๆ เป็นเพียงเกมการเมืองที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูเลือกตั้งเสมอ นายอนุทินขอให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารและอย่าตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง (Fake News) ที่มุ่งหวังทำลายเสถียรภาพของการเมืองไทย ความร้อนแรงจากการสัมภาษณ์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “เสี่ยหนู” พร้อมที่จะชนกับทุกข้อกล่าวหาและเดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้งด้วยความมั่นใจว่าผลงานที่ผ่านมาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจที่มีต่อประชาชนได้ดีที่สุด
วิเคราะห์ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยครึ่งปีแรก 2568: รายได้และกำไรทรุดหนัก สะท้อนความกังวล “หนี้ครัวเรือน” และ “ความเชื่อมั่นผู้บริโภค”
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวัฏจักรขึ้นลงของตลาดมาหลายครั้ง แต่สถานการณ์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 นี้ ถือเป็นจุดที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ข้อมูลจาก LWS Wisdom ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า รายได้และกำไรของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 40 แห่ง นั้นกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ โดยมีรายได้รวมลดลงถึง 15.21% และกำไรสุทธิร่วงกว่า 37.17% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางการเงินที่แห้งแล้ง แต่เป็น “กระจกเงาสะท้อน” สภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้บริโภคจำนวนมากแสดงความลังเลในการก่อหนี้ใหม่ แม้จะเป็นภาระผูกพันสำคัญในชีวิตอย่างการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรือคอนโดมิเนียม
ปัจจัยกดดันตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: ความกลัวหนี้และความเชื่อมั่นที่ถดถอย
ภาวะดังกล่าวบ่งชี้ถึงการหดตัวของ “ความเชื่อมั่นผู้บริโภค” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ เมื่อรายได้เติบโตในอัตราที่ช้าลง ขณะที่ “หนี้ครัวเรือน” ยังคงอยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่แพง ทำให้ความฝันในการมีบ้านของหลายๆ คนต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด สิ่งนี้ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็น “เครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย” ให้กำลังชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล
อาจกล่าวได้ว่า ในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงผู้ประกอบการในภาคอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย แต่กำลังสะท้อนถึง “ความกลัวหนี้” ของภาคครัวเรือนไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
วิเคราะห์รายได้และกำไร: ข้อมูลเชิงลึกจาก 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ
จากข้อมูลของ LWS Wisdom ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) พบว่า ภาพรวมงบการเงินของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีรายละเอียดดังนี้:
รายได้รวม: อยู่ที่ 131,217.08 ล้านบาท ลดลง 15.21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
กำไรสุทธิ: อยู่ที่ 8,369.92 ล้านบาท ลดลงถึง 37.17% โดยมีถึง 18 บริษัทที่รายงานผลขาดทุน
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้สูงสุด ครึ่งปีแรก 2568:
บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน): 17,786.61 ล้านบาท (ลดลง 0.33%)
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน): 15,677.66 ล้านบาท (ลดลง 19.44%)
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน): 12,107.57 ล้านบาท (ลดลง 17.77%)
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน): 10,667.34 ล้านบาท (ลดลง 16.70%)
บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน): 10,336.18 ล้านบาท (ลดลง 0.77%)
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): 7,891.04 ล้านบาท (ลดลง 8.77%)
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน): 6,947.38 ล้านบาท (ลดลง 12.18%)
บริษัท พฤกษา โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน): 6,944.37 ล้านบาท (ลดลง 29.59%)
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน): 4,998.72 ล้านบาท (ลดลง 24.83%)
บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน): 3,773.78 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 111.52%) – บริษัทนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจถึงการเติบโตที่สวนกระแส
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำไรสูงสุด ครึ่งปีแรก 2568:
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน): 2,212.48 ล้านบาท
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน): 2,028.11 ล้านบาท
บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน): 1,870.04 ล้านบาท
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน): 1,509.27 ล้านบาท
บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน): 1,192.82 ล้านบาท
บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน): 736.36 ล้านบาท
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): 531.08 ล้านบาท
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน): 430.97 ล้านบาท
บริษัท แอสเซท ไวส์ จำกัด (มหาชน): 399.89 ล้านบาท
บริษัท จี แลนด์ จำกัด (มหาชน): 230.97 ล้านบาท
วิกฤตสต็อกสินค้าคงค้าง: สัญญาณเตือนภัยที่มองข้ามไม่ได้
นอกจากรายได้และกำไรที่ลดลง ปัญหาอีกประการที่ทวีความรุนแรงขึ้น คือ “สต็อกสินค้าคงค้าง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมที่ขายออกได้ยาก ส่งผลให้มูลค่ารวมของสินค้าคงเหลือบวกกับสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 725,404.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.89%
ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความท้าทายในการระบายสินค้า ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาด้านสภาพคล่องและการบริหารจัดการต้นทุนสำหรับผู้ประกอบการ
มุมมองจากผู้บริหาร: การปรับตัวเพื่อก้าวผ่านวิกฤติ
คุณประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2568 นี้ และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวและฟื้นตัวในระยะต่อไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทบทวนและปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดในช่วงวิกฤตนี้ และเตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นตัวและเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต
ความสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อเศรษฐกิจไทย
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถือเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ของระบบเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วนประมาณ 8-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) การชะลอตัวของภาคส่วนนี้จึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น แรงงานก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และภาคการเงิน
ดังนั้น การที่รายได้และกำไรของผู้ประกอบการลดลง ควบคู่ไปกับการที่สต็อกสินค้าคงค้างเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึง “ความไม่มั่นใจ” ของผู้บริโภคในการก่อหนี้ในช่วงเวลาปัจจุบัน
แนวโน้มและข้อควรระวัง: จับตาดูความเชื่อมั่นและกำลังซื้อ
แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจจะยังไม่ใช่สัญญาณของวิกฤตเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ แต่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด หาก “ความเชื่อมั่นผู้บริโภค” และ “กำลังซื้อ” ยังไม่ฟื้นตัว การชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์นี้ อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวมให้เผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงขึ้นในระยะยาว
คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภค:
สำหรับ ผู้ประกอบการ การปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง การพิจารณากลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เช่น บ้านที่ประหยัดพลังงาน บ้านที่ส่งเสริมสุขภาพ หรือโครงการที่เข้าถึงง่ายในเรื่องของการเงิน ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความท้าทายนี้
สำหรับ ผู้บริโภค การวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบเป็นสิ่งจำเป็น การศึกษาข้อมูลโครงการต่างๆ อย่างละเอียด การเปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลายแห่ง และการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองอย่างถี่ถ้วน คือขั้นตอนสำคัญก่อนตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์
แนวโน้มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ปี 2568: โอกาสและความท้าทายในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง
การวิเคราะห์ “แนวโน้มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ปี 2568” ในบริบทนี้ จำเป็นต้องมองให้ลึกกว่าเพียงตัวเลขรายได้และกำไรที่ลดลง แต่ต้องพิจารณาถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กำลังขับเคลื่อนตลาด
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค:
ในยุคที่ “ความยั่งยืน” และ “คุณภาพชีวิต” กลายเป็นปัจจัยสำคัญ ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่กำลังมองหา “บ้าน” ที่สะท้อนตัวตน, “ชุมชน” ที่น่าอยู่, และ “สภาพแวดล้อม” ที่ดีต่อสุขภาพ โครงการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง จะมีแต้มต่ออย่างมาก
เทคโนโลยีและนวัตกรรมในอสังหาริมทรัพย์ (PropTech):
การนำ “เทคโนโลยี PropTech” มาใช้ จะเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการขาย การบริหารจัดการทรัพย์สินด้วย AI การใช้เทคโนโลยี Building Information Modeling (BIM) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการก่อสร้าง และการพัฒนาโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ จะช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
บทบาทของสินทรัพย์ทางเลือก:
แม้ตลาดที่อยู่อาศัยหลักจะเผชิญความท้าทาย แต่ “การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก” เช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ที่มีการปรับตัวสู่รูปแบบใหม่ (เช่น คลังสินค้า, ออฟฟิศที่รองรับ Hybrid Working), อสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยว (เช่น โรงแรม, วิลล่าให้เช่า) หรือแม้แต่การลงทุนในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่:
การลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ” ยังคงเป็นที่น่าจับตา โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพและมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน “อสังหาริมทรัพย์หัวเมืองใหญ่” เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต หรือเมืองอุตสาหกรรม ก็เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวจากการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชน
ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยและนโยบายรัฐ:
การเคลื่อนไหวของ “อัตราดอกเบี้ย” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อกำลังซื้อและความสามารถในการกู้ยืมของผู้บริโภค ขณะที่ “นโยบายรัฐบาล” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี หรือการส่งเสริมสินเชื่อบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย ก็จะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางของตลาด
บทสรุป: ก้าวต่อไปของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย
สถานการณ์ “รายได้และกำไรของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทย” ในครึ่งปีแรกของปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ไม่สามารถมองข้ามได้ อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการ ผมเชื่อมั่นว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้เสมอ การเข้าใจถึงปัจจัยขับเคลื่อนตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ และการให้ความสำคัญกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค จะเป็นกุญแจสำคัญในการพาภาคส่วนนี้ก้าวผ่านความท้าทาย และเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือต้องการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเชิงกลยุทธ์ อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำปรึกษาที่ตรงจุดและปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เราพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จในโลกของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

