ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งวันที่ 25 มกราคม 2569 ทวีความร้อนแรงถึงขีดสุด เมื่อพรรคประชาชน (People’s Party) ตัดสินใจส่งไม้เด็ดด้วยการกางตารางกิจกรรมของ “ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลและผู้ช่วยหาเสียงคนสำคัญ ที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศเพื่อลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรคสร้างกระแส “ส้มรักพ่อ” อีกครั้ง การคัมแบ็กของพิธาในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ (Undecided voters) ในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญที่พรรคส้มต้องการกวาดที่นั่งให้ได้แบบแลนด์สไลด์เพื่อความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาล
ตามกำหนดการที่พรรคประชาชนเปิดเผยออกมา ในวันที่ 25 มกราคมนี้ นายพิธาจะเริ่มภารกิจสำคัญตั้งแต่เวลา 16.00 น. โดยจะเข้าร่วมเวทีปราศรัยภายใต้คอนเซปต์ “เชื่อในประชาชน” ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดนัดพบยอดฮิตของกลุ่มคนเมืองและนิสิตนักศึกษา เวทีนี้จะเป็นการสื่อสารวิสัยทัศน์และนโยบายหลักของพรรคในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนคือตัวแทนของความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง จากนั้นในเวลา 17.00 น. นายพิธาจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดสมุทรปราการ ณ ตลาดแบล็คมาร์เก็ต บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS แพรกษา เพื่อขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ช่วยผู้สมัคร สส. ปากน้ำ หาเสียงในช่วงค่ำ ซึ่งพื้นที่นี้ถือเป็นสมรภูมิที่มีการแข่งขันสูงระหว่างพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย
การลงพื้นที่ของนายพิธาในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนอย่างล้นหลาม เนื่องจากเขาเป็นแม่เหล็กสำคัญที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้ทุกครั้งที่ปรากฏตัว แม้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองแต่บทบาทในฐานะ “ผู้ช่วยหาเสียง” ยังคงทรงพลังและเป็นที่ต้องการของเหล่าผู้สมัครในพรรคทุกคน ยุทธศาสตร์ “ทอน-ทิม-เท้ง” หรือการประสานงานระหว่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน จึงเป็นไม้ตายสุดท้ายที่พรรคประชาชนเลือกใช้เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งครั้งใหญ่ในปี 2569 นี้ ท่ามกลางการจับตามองว่า “ส้มฟีเวอร์” จะยังคงขลังเหมือนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่น่ากลัวจากทุกทิศทางในนาทีสุดท้ายนี้
วิเคราะห์ผลประกอบการอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีแรก 2568: สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตา
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวัฏจักรขึ้นลงของตลาดมานับครั้งไม่ถ้วน แต่รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2568 ของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนี้ ชวนให้ผมต้องหยุดคิดและมองอย่างพินิจพิเคราะห์ ตัวเลขรายได้ที่ลดลงถึง 15.21% และกำไรที่ดิ่งลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 37.17% ไม่ใช่เพียงสถิติทางการเงินที่น่ากังวลสำหรับภาคธุรกิจ แต่เป็นเหมือน “กระจกเงา” ที่สะท้อนภาพรวมของบรรยากาศเศรษฐกิจไทยที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความหวาดระแวงของผู้บริโภค
ความกลัวหนี้: ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์
สิ่งที่เด่นชัดที่สุดจากตัวเลขเหล่านี้คือ “ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่กำลังหดตัว” สภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่รายได้เติบโตช้า ประกอบกับระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ลังเลที่จะก่อหนี้ก้อนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนี้สินเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต บ้านหรือคอนโดมิเนียมที่เคยเป็นความฝันสูงสุดของผู้คนจำนวนมาก กำลังถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็น “เครื่องยนต์สำคัญ” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การชะลอตัวของภาคอสังหาฯ ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อผู้ประกอบการ แต่กำลังสะท้อนถึง “ความกลัวหนี้” ที่ฝังรากลึกในพฤติกรรมของผู้บริโภคไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมได้
ภาพรวมผลประกอบการครึ่งปีแรก 2568: ตัวเลขที่ไม่อาจมองข้าม
ข้อมูลจาก LWS Wisdom บริษัทวิจัยในเครือ แอล.พี.เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงผลประกอบการรวมของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน) ดังนี้:
รายได้รวม: อยู่ที่ 131,217.08 ล้านบาท ลดลง 15.21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
กำไรสุทธิรวม: อยู่ที่ 8,369.92 ล้านบาท ลดลง 37.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ในจำนวน 40 บริษัทนี้ มีถึง 18 บริษัทที่รายงานผลขาดทุนสุทธิ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดดันที่หนักหน่วงต่อผู้ประกอบการรายย่อยและรายกลางในตลาด
10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ: ความเคลื่อนไหวรายได้ที่น่าสนใจ
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของ 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ทำรายได้สูงสุด พบว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่แตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่ยังคงเผชิญกับการปรับตัวลดลงของรายได้ สะท้อนถึงสภาวะตลาดที่ท้าทาย:
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน): รายได้ 17,786.61 ล้านบาท ลดลง 0.33%
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน): รายได้ 15,677.66 ล้านบาท ลดลง 19.44%
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน): รายได้ 12,107.57 ล้านบาท ลดลง 17.77%
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน): รายได้ 10,667.34 ล้านบาท ลดลง 16.70%
บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน): รายได้ 10,336.18 ล้านบาท ลดลง 0.77%
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): รายได้ 7,891.04 ล้านบาท ลดลง 8.77%
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน): รายได้ 6,947.38 ล้านบาท ลดลง 12.18%
บริษัท พฤกษา โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน): รายได้ 6,944.37 ล้านบาท ลดลง 29.59%
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน): รายได้ 4,998.72 ล้านบาท ลดลง 24.83%
บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน): รายได้ 3,773.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111.52% (บริษัทนี้เป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจ สอดคล้องกับศักยภาพการเติบโตของ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์ประเภทใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยม)
10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ: การบริหารจัดการกำไรภายใต้แรงกดดัน
ในส่วนของกำไรสูงสุด มีหลายบริษัทที่ยังคงความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการต้นทุนและยอดขาย แม้ตลาดโดยรวมจะชะลอตัว:
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน): กำไร 2,212.48 ล้านบาท
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน): กำไร 2,028.11 ล้านบาท
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน): กำไร 1,870.04 ล้านบาท
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน): กำไร 1,509.27 ล้านบาท
บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน): กำไร 1,192.82 ล้านบาท
บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน): กำไร 736.36 ล้านบาท
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): กำไร 531.08 ล้านบาท
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน): กำไร 430.97 ล้านบาท
บริษัท แอสเซท ไวส์ จำกัด (มหาชน): กำไร 399.89 ล้านบาท
บริษัท จี แลนด์ จำกัด (มหาชน): กำไร 230.97 ล้านบาท
สินค้าคงค้าง: ตัวเลขที่สะท้อนความท้าทายของตลาด
นอกจากผลประกอบการที่ลดลง ปัญหาอีกประการที่ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญคือ “สินค้าคงค้าง” มูลค่ารวมของโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมที่ขายออกยาก ประกอบกับสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ได้สะสมสูงถึง 725,404.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.89% ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สต็อกที่พร้อมขาย แต่เป็นเงินทุนที่จมอยู่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของผู้ประกอบการ และบั่นทอนความสามารถในการลงทุนในโครงการใหม่ๆ
มุมมองจากผู้บริหาร: การปรับตัวเพื่อก้าวผ่านวิกฤต
คุณประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า “ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในไตรมาส 3-4 ของปีนี้ และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวและฟื้นตัวในระยะต่อไป” ท่านย้ำว่า ผู้ประกอบการจำเป็นต้อง “ปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน” เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดในสภาวะวิกฤต และเตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในอนาคต
บทบาทของภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อเศรษฐกิจไทย
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และยังเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแรงงานก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ภาคการเงิน การออกแบบ และการตกแต่ง เมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
แนวโน้มและข้อควรระวัง: เมื่อความมั่นใจผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญ
แม้สถานการณ์ปัจจุบันอาจยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่ทุกฝ่ายต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด หากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและกำลังซื้อไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์นี้ อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมให้หนักหน่วงยิ่งขึ้นในระยะข้างหน้า
วิเคราะห์เจาะลึก: ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 และแนวโน้มการลงทุน
ในฐานะนักวิเคราะห์ที่ติดตามตลาดอสังหาริมทรัพย์มาอย่างยาวนาน ผมเห็นว่า สถิติผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2568 สะท้อนถึงภาพที่ใหญ่กว่าแค่ตัวเลขทางการเงิน แต่เป็นภาพสะท้อนของ “สภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย” ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน
ปัจจัยมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ:
อัตราดอกเบี้ย: แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงบ้างในปี 2568 แต่ระดับดอกเบี้ยที่เคยสูงในช่วงก่อนหน้า ยังคงส่งผลกระทบต่อภาระการผ่อนชำระของผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อบ้านหรือคอนโด การขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินจึงยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
อัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพ: แม้จะเริ่มทรงตัว แต่ต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นยังคงบั่นทอนกำลังซื้อที่แท้จริงของผู้บริโภค ทำให้เงินสดที่เหลือจากการใช้จ่ายจำเป็นลดลง ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ขนาดใหญ่
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก: ผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจ และความผันผวนของตลาดการเงินโลก ล้วนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคในประเทศ
กลยุทธ์ของผู้ประกอบการเพื่อรับมือความท้าทาย:
ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการรักษาผลประกอบการที่ดี หรือแม้กระทั่งเติบโตได้ในภาวะเช่นนี้ มักมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจ ดังนี้:
การพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน: แทนที่จะเน้นโครงการขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์จะหันมาพัฒนาโครงการที่เจาะกลุ่มความต้องการเฉพาะ เช่น คอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้า สำหรับคนเมือง บ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ สำหรับครอบครัว หรือ โครงการเพื่อการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนดี
การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ: การควบคุมต้นทุนการก่อสร้าง ค่าการตลาด และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาอัตรากำไร
การนำเทคโนโลยีมาใช้: การนำเทคโนโลยีมาช่วยในการบริหารโครงการ การขายออนไลน์ (Online Sales) การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้
การหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์: การร่วมทุน (Joint Venture) กับนักลงทุนสถาบัน หรือการร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ถือเป็นอีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจ
การปรับตัวสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก (Alternative Real Estate): นอกเหนือจากบ้านและคอนโดมิเนียมแบบดั้งเดิม ตลาด อสังหาริมทรัพย์เพื่อผู้สูงอายุ (Senior Living) อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Properties) เช่น โกดัง คลังสินค้า และ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการเกษียณ (Retirement Homes) เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้น
แนวโน้มการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568-2569:
ในมุมมองของนักลงทุน ผมมองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568-2569 จะยังคงมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเภทอสังหาริมทรัพย์:
ที่อยู่อาศัย: กลุ่มบ้านเดี่ยวระดับกลางถึงบนที่มีทำเลดีและฟังก์ชันตอบโจทย์ครอบครัว ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่เน้นการลงทุนระยะสั้น
อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Properties): กลุ่ม คลังสินค้าและโลจิสติกส์ (Warehouses & Logistics) และ ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Centers) ยังคงเติบโตได้ดี จากการขยายตัวของภาคอีคอมเมิร์ซ และความต้องการในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management)
อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์: กลุ่ม พื้นที่ค้าปลีก (Retail Spaces) ในทำเลศักยภาพ และ สำนักงาน (Office Buildings) ที่มีคุณภาพสูงและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ยังคงมีความน่าสนใจ แต่ต้องพิจารณาถึงเทรนด์การทำงานแบบ Hybrid
อสังหาริมทรัพย์เฉพาะกลุ่ม (Niche Properties): เช่น โรงแรม (Hotels) และ สถานพยาบาล (Healthcare Facilities) รวมถึง โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ (Senior Housing) จะเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในระยะยาว
บทสรุป: ความท้าทายที่มาพร้อมโอกาส
ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2568 ของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ เป็นทั้งบทเรียนและสัญญาณเตือนที่สำคัญ ความท้าทายจาก “ความกลัวหนี้” และสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้ออำนวย กำลังบีบให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ สำหรับผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ สามารถปรับกลยุทธ์ เน้นการสร้างมูลค่าที่แท้จริง และมองเห็นโอกาสในตลาดเฉพาะกลุ่ม การก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และพร้อมที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 หรือกำลังพิจารณาการพัฒนาโครงการใหม่ๆ อย่ารอช้าที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนและตัดสินใจอย่างชาญฉลาดภายใต้สภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้.

