กลายเป็นประเด็นที่สร้างความประหลาดใจให้กับคอการเมืองอย่างมาก เมื่อนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคู่แข่งทางการเมืองอย่างพรรคประชาชน ในกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการขยายผลจับกุมเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ที่ถูกระบุว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเข้าไปพัวพันถึง 10 รายชื่อ โดยนายไชยชนกได้ออกมาชี้แจงข้อมูลที่ได้รับมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่าบุคคลทั้ง 10 คนที่มีชื่อเชื่อมโยงกับกระบวนการสีเทาเหล่านี้นั้น ไม่ได้สังกัดหรือมีความเกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียวตามที่มีกระแสข่าวลือพยายามโจมตีในตอนแรก แต่ในความเป็นจริงกลับมีชื่อของบุคคลที่เคยสังกัดหรือเกี่ยวข้องกับ “หลายพรรคการเมือง” ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านปะปนกันอยู่ ซึ่งการออกมาพูดในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงสปิริตทางการเมืองที่หาได้ยากในยุคปัจจุบัน
นายไชยชนกเน้นย้ำว่า การที่เขาต้องออกมาชี้แจงแทนนั่นเป็นเพราะต้องการให้การนำเสนอข่าวสารเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและยุติธรรมต่อทุกฝ่าย การไปตราหน้าว่าพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นแหล่งกบดานของกลุ่มมิจฉาชีพโดยไม่มีหลักฐานที่จำแนกรายชื่ออย่างชัดเจนจะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในระบบพรรคการเมืองโดยรวม พร้อมทั้งยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ข้อมูลทางคดีที่พนักงานสอบสวนกำลังดำเนินการอยู่นั้น ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือบีบคั้นทางการเมืองเพื่อให้เกิดการยุบพรรคหรือสร้างความได้เปรียบในเชิงอำนาจแต่อย่างใด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและพยานหลักฐานที่ปรากฏ หากใครทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิดโดยไม่สนว่าจะเป็นคนของพรรคไหนหรือมีบารมีทางการเมืองมากเพียงใด
นอกจากนี้ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยยังได้ฝากเตือนไปยังกลุ่มการเมืองต่างๆ ว่าไม่ควรนำประเด็นเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติมาเป็นประเด็นสาดโคลนทางการเมืองเพื่อหวังผลในช่วงใกล้เลือกตั้ง เพราะปัญหาแก๊งสแกมเมอร์คือภัยความมั่นคงที่กัดกินเศรษฐกิจและทำร้ายประชาชนคนไทยในวงกว้าง การที่พรรคการเมืองร่วมมือกันตรวจสอบและคัดกรองบุคลากรของตนเองให้สะอาดสะอ้านคือหน้าที่ที่สำคัญกว่าการจ้องจะทำลายล้างคู่แข่งด้วยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ท่าทีของนายไชยชนกในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดอุณหภูมิความขัดแย้งระหว่างพรรคสีส้มและพรรคสีน้ำเงิน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าการเมืองไทยยุคใหม่ควรสู้กันด้วยนโยบายและความจริง มากกว่าการใช้ข่าวลือและคดีความสีเทามาเป็นอาวุธเชือดเฉือนกันเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
บทวิเคราะห์เจาะลึก: 10 ยักษ์อสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2567 – กลยุทธ์สู่ความสำเร็จท่ามกลางพลวัตตลาด
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่อุตสาหกรรมนี้เผชิญอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเต็มไปด้วยพลวัตที่น่าสนใจ การปรับตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่ต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และการตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ รายงานการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของ 10 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด สะท้อนให้เห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน และนี่คือสิ่งที่ผมได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงเบื้องหลังของตัวเลขเหล่านั้น
ภูมิทัศน์อสังหาริมทรัพย์ไทย 2567: ความท้าทายที่มาพร้อมโอกาส
ปี 2567 เป็นปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยหลายประการ ทั้งสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงมีความไม่แน่นอน อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายยังคงสามารถบริหารจัดการผลการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกันไป แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
หนึ่งในกลยุทธ์ที่โดดเด่นและเห็นผลชัดเจนคือ การมุ่งเน้นไปที่ ตลาดลักซ์ชัวรีอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยังคงมีอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ และทำเลที่ตั้งอันทรงคุณค่า กลายเป็นจุดขายสำคัญที่ช่วยดึงดูดลูกค้า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่กระจายตัวไปทั่วประเทศ ยิ่งเป็นการเสริมศักยภาพให้กับตลาดลักซ์ชัวรีในพื้นที่ที่มีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง
อีกปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญคือ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การกลับมาของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้สร้างโอกาสอันมหาศาลให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่, และขอนแก่น ที่ยังคงคึกคัก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อนและการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทน
เจาะลึก 10 อันดับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2567
รายงานของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้เปิดเผย 10 อันดับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้สูงสุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จของแต่ละราย ดังนี้
แสนสิริ: ด้วยรายได้รวม 39,205 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,253 ล้านบาท แสนสิริยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำได้อย่างเหนียวแน่น แม้กำไรสุทธิจะลดลงเล็กน้อย แต่การเติบโตของรายได้ยังคงเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การปรับพอร์ตโฟลิโอให้เจาะกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์พรีเมียมและลักซ์ชัวรี รวมถึงการพัฒนาโครงการใน Strategic Locations โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมที่เติบโตต่อเนื่อง ตอกย้ำความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าในตลาดระดับบน
เอพี ไทยแลนด์: ติดอันดับ 2 ด้วยรายได้รวม 37,460 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,020 ล้านบาท แม้รายได้และกำไรจะปรับลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ กลุ่มสินค้าแนวราบ โดยเฉพาะบ้านแฝด ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยว ยังคงเป็นหัวใจหลักที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้บริโภค ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าครอบครัวยังคงเป็นจุดแข็งที่สำคัญ
ศุภาลัย: สร้างรายได้รวม 31,985 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 6,190 ล้านบาท โดยมีรายได้และกำไรเติบโตขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาโครงการที่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม ในทำเลศักยภาพอย่าง กรุงเทพฯ และปริมณฑล, ภูเก็ต, ชลบุรี, และเชียงใหม่ ทำให้สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าที่กว้างขวาง
แลนด์แอนด์เฮ้าส์: มีรายได้รวม 28,151 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,491 ล้านบาท แม้รายได้และกำไรจะลดลง แต่ยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่น่าจับตา การมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าในระยะยาว ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ยังคงแข็งแกร่ง
พฤกษา: รายได้รวม 20,996 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 456 ล้านบาท การปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้และกำไรสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจำกัด บริษัทจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งเป็นภาพสะท้อนความท้าทายของตลาดในบางเซ็กเมนต์
เอสซี แอสเสท: ทำรายได้รวม 20,823 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,706 ล้านบาท แม้รายได้และกำไรจะลดลง แต่การเติบโตของรายได้จากธุรกิจให้เช่าและบริการ รวมถึงธุรกิจที่ปรึกษาและการจัดการ แสดงให้เห็นถึงการปรับกลยุทธ์สู่การสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) และการกระจายความเสี่ยง ซึ่งเป็นทิศทางที่น่าสนใจ
ออริจิ้น: รายได้รวม 11,985 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,052 ล้านบาท การปรับลดลงของทั้งรายได้และกำไร เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความท้าทายที่บริษัทต้องเผชิญ การปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
แอสเซทไวส์: ก้าวขึ้นมาโดดเด่นด้วยรายได้รวม 9,941 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,457 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตของรายได้และกำไรที่สูงมาก แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ในการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มและการพัฒนาโครงการที่ตรงใจผู้บริโภค
ควอลิตี้เฮ้าส์: รายได้รวม 8,695 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2,150 ล้านบาท การปรับลดลงของรายได้และกำไรเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่ยังคงมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะการรักษาฐานลูกค้าเดิมและการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการในระยะยาว
แอล.พี.เอ็น.: ทำรายได้รวม 8,011 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 111 ล้านบาท แม้รายได้จะเติบโตขึ้นเล็กน้อย แต่กำไรสุทธิที่ลดลงอย่างมาก ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนและสภาวะตลาดที่ส่งผลต่ออัตรากำไร
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย สู่อนาคตที่สดใส
ในมุมมองของผู้คร่ำหวอดในวงการ ผมมองว่ายังมีโอกาสและความหวังสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยมีปัจจัยหลักๆ ที่จะขับเคลื่อนการเติบโต ดังนี้
ตลาดลักซ์ชัวรี่และอสังหาริมทรัพย์ระดับบน: ความต้องการในกลุ่มนี้ยังคงแข็งแกร่ง และดีเวลลอปเปอร์สามารถใช้โอกาสนี้ในการสร้างสรรค์โครงการพิเศษที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง การพัฒนาโครงการในทำเลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ยิ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว
การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว: การกลับมาของนักท่องเที่ยวอย่างคึกคัก ส่งผลโดยตรงต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ เช่น ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่, และขอนแก่น ที่ยังคงมีศักยภาพสูงสำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อน หรือเพื่อสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า
นวัตกรรมและการปรับตัวของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์: การออกแบบโครงการที่ทันสมัย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น เทรนด์ Pet Friendly Living ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งในโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม การพัฒนาโครงการ คอนโดมิเนียมในเมือง ที่เข้าถึงการเดินทางสะดวก หรือโครงการใน เมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยา ที่ตอบโจทย์การลงทุนระยะสั้นและยาว การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาโครงการ การบริหารจัดการอาคาร และการให้บริการหลังการขาย ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างให้กับโครงการ
มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ: การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาก 2.25% เหลือ 2% เป็นข่าวดีที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค อีกทั้ง การพิจารณาผ่อนคลายมาตรการ LTV (Loan to Value) โดยเฉพาะในส่วนของบ้านราคาสูง หากมีการปรับลดเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ซื้อบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท ต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 30% ให้ผ่อนคลายลง จะส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับอานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญ
งานมหกรรมอสังหาริมทรัพย์: งานแสดงสินค้าอสังหาริมทรัพย์ เช่น “งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 47” ที่คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนกว่า 6,000 ล้านบาท เป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับกลาง อาคารชุด และทาวน์โฮม สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่ปรับเปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ
มองไปข้างหน้า: ท่ามกลางความท้าทาย สู่โอกาสที่ยั่งยืน
แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะยังคงเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน แต่ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวอย่างชาญฉลาด นำเสนอโครงการที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ผสานกับกลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงาน จะยังคงสามารถสร้างการเติบโตและรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันได้
ผมเชื่อมั่นว่า อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ด้วยการปรับตัวอย่างไม่หยุดนิ่ง การมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาด และการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เหนือกว่า การจับตาดูความเคลื่อนไหวของตลาด และการวางแผนกลยุทธ์ที่รอบคอบ จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาองค์กรสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
หากท่านเป็นนักลงทุน ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ การวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการทำความเข้าใจพลวัตของตลาด และค้นหากลยุทธ์ที่เหมาะสมกับท่านเพื่อคว้าโอกาสแห่งความสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้

