• Sample Page
newsthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
newsthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

สะเทือนวงการกฎหมาย! “ทนายแก้ว” เคลื่อนไหวแล้ว ยอมรับเสียใจ-ขออภัยสังคม หลังถูกโยงดราม่าแฉแรง หวั่นเรื่องราวซับซ้อนบานปลายจนยากจะควบคุม

admin79 by admin79
January 22, 2026
in Uncategorized
0
สะเทือนวงการกฎหมาย! “ทนายแก้ว” เคลื่อนไหวแล้ว ยอมรับเสียใจ-ขออภัยสังคม หลังถูกโยงดราม่าแฉแรง หวั่นเรื่องราวซับซ้อนบานปลายจนยากจะควบคุม

จากกรณีดราม่าร้อนแรงที่เกิดขึ้นในแวดวงทนายความและนักแฉระดับประเทศ จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงจริยธรรมและพฤติกรรมเบื้องหลังของทนายชื่อดังหลายท่าน ล่าสุด “ทนายแก้ว” หรือ นายมนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ทนายความชื่อดังที่คุ้นหน้าคุ้นตาประชาชนผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการผ่านพื้นที่ส่วนตัวเพื่อชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทนายแก้วระบุว่าตนเองรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากต่อเหตุการณ์และกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่พุ่งเป้ามายังตนเองในห้วงเวลาที่ผ่านมา พร้อมกับกล่าวขออภัยต่อสังคมและบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่าที่ปรากฏในข่าว และตนเองไม่อยากให้เรื่องราวลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้จนส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในวิชาชีพทนายความโดยรวม

ทนายแก้วยอมรับว่า ในฐานะที่ตนเป็นบุคคลสาธารณะ การถูกจับตามองและตรวจสอบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการนำข้อมูลบางส่วนไปตีความจนเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้าง การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงเจตนาที่ต้องการจะยุติความบาดหมางและลดอุณหภูมิความร้อนแรงของสถานการณ์ โดยทนายแก้วระบุว่าตนเองพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงในช่องทางที่เหมาะสมและเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดแก่สาธารณชน ทั้งนี้ยังได้ขอความกรุณาจากสื่อมวลชนและชาวเน็ตให้ใช้ความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวสาร เพราะสถานการณ์ในขณะนี้มีความเปราะบางและอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีหรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้

นอกจากนี้ ทนายแก้วยังได้ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามาให้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และขอยืนยันว่าตนยังคงยึดมั่นในการทำหน้าที่ทนายความเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามหลักกฎหมายต่อไป ส่วนประเด็นเรื่อง “ค่าเสียหาย” หรือ “การเจรจา” ที่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับคำแฉของนักการเมืองชื่อดังก่อนหน้านี้นั้น ทนายแก้วไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดเชิงลึก แต่การออกมาขออภัยในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการพยายามประนีประนอมเพื่อรักษาภาพลักษณ์และป้องกันไม่ให้ถูกใช้เป็นหมากในเกมการเมืองหรือการแก้แค้นส่วนตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งหลังจากนี้ต้องติดตามกันต่อว่าคู่กรณีจะมีการตอบรับต่อท่าที “ยอมถอย” ของทนายแก้วอย่างไร และมหากาพย์ครั้งนี้จะจบลงที่โต๊ะเจรจาหรือในห้องพิจารณาคดี

การรุกคืบของทุนจีนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: ความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในตลาดไทย แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ นั่นคือการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญของกลุ่มทุนจีนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งกำลังสร้างทั้งความท้าทายและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ภูมิรัฐศาสตร์โลกและแรงผลักดันสู่ประเทศไทย

การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปถึงปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลอย่างยิ่ง หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตและการลงทุนของจีน คือความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจในเวทีโลก โดยเฉพาะการกลับมามีบทบาทของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเมืองสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการกีดกันทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกของจีน

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ชี้ให้เห็นถึงปริมาณการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนจีนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าสังเกต โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 146,356 ล้านบาท นอกจากนี้ จำนวนนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งเป็นชาวจีนในประเทศไทย ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 มีจำนวนสูงถึง 29,913 ราย มูลค่าเงินจดทะเบียนรวมกว่า 409,295 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 9.82% และคาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2568 อันเป็นผลมาจากนโยบายการค้าที่เข้มงวดของสหรัฐอเมริกา

การย้ายถิ่นฐานและการเข้ามาของกำลังซื้อใหม่

การไหลเข้าของนักลงทุนและนักธุรกิจจีนที่เพิ่มขึ้น ย่อมนำมาซึ่งการเพิ่มจำนวนของแรงงานและผู้ที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนตุลาคม 2567 ระบุว่ามีชาวจีนได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยประมาณ 41,752 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับสัญชาติอื่น ๆ แซงหน้าญี่ปุ่นที่เคยครองอันดับสูงสุดมานานหลายปีตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ชาวจีนที่เข้ามาในประเทศไทยด้วยเหตุผลที่หลากหลาย กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มกำลังซื้อสำคัญที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย

การวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568

ฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ ประเทศไทย ได้วิเคราะห์ว่าในปี 2568 นี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จำนวนชาวจีนที่จะเข้ามาในประเทศไทยจะมากกว่าปี 2567 ซึ่งจะส่งผลให้ตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย เกิดการตื่นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านแนวราบ ทั้งในส่วนของการเช่าและการซื้อขาย ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี รวมถึงนโยบายทางการค้าของสหรัฐอเมริกาที่มีผลกระทบต่อการส่งออกของจีน

แม้เศรษฐกิจจีนอาจเผชิญกับความท้าทายจากนโยบายของสหรัฐฯ แต่ด้วยฐานคู่ค้าที่กว้างขวางและการปรับตัวของภาคธุรกิจจีนที่ดำเนินการล่วงหน้า ทำให้น่าจะไม่ได้รับผลกระทบในวงกว้างจนเกินไป ธุรกิจในประเทศไทย ทั้งด้านการท่องเที่ยว การขายสินค้า การนำเข้า-ส่งออก และภาคส่วนอื่นๆ จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดกั้นการลงทุน การทำธุรกิจ หรือการย้ายถิ่นฐาน

ทุนจีนในบทบาทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร

ในอีกมุมหนึ่ง การเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนจีนในไทย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่พวกเขายังนำมาซึ่งระบบนิเวศการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรอีกด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย ดีเวลลอปเปอร์ ผู้รับเหมา วิศวกร แรงงาน และเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้กระบวนการก่อสร้างมีความรวดเร็วขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ การนำเข้าวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่าจากประเทศจีน ยังทำให้การพัฒนาโครงการมีต้นทุนที่แข่งขันได้ และมีปริมาณสินค้าที่ไหลเข้าสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มทุนเหล่านี้มักจะจดทะเบียนนิติบุคคลภายใต้กฎหมายไทย โดยมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นคนไทยมากกว่า แต่ผู้บริหารสูงสุดยังคงเป็นชาวจีน ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบในบางแง่มุม ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มทุนจีนมักจะพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนชาติเดียวกันเป็นหลัก ทำให้ ดีเวลลอปเปอร์ไทย ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดในการแย่งชิงลูกค้า โดยเฉพาะในทำเลที่ตั้งใกล้เคียงกับนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการไทย

นายสุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด (SE) และนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ได้สะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์นี้ว่า นอกจากภาวะชะลอตัวของตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย และกำลังซื้อที่ลดลงแล้ว ปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญ คือการแข่งขันที่รุนแรงจากทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ที่เข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายโดยตรง ในขณะที่กลุ่มทุนจีนขนาดใหญ่มักจะเข้ามาในรูปแบบของการเป็นพันธมิตรกับ ดีเวลลอปเปอร์ไทย มากขึ้น

คุณสุนทรกล่าวเสริมว่า ไม่เพียงแต่วัสดุก่อสร้างจากจีนจะมีราคาถูก แต่พวกเขายังเข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการเองโดยตรง โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับกลาง ขณะที่โครงการระดับบนที่มีมูลค่า 30 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มทุนจีนมักจะจับมือกับนักลงทุนไทย และนำเข้าวัสดุจากจีน พร้อมทั้งลงทุน ก่อสร้าง และขายเองทั้งหมด

สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ การนำเข้าเทคโนโลยีการก่อสร้าง วิศวกร แรงงาน และผู้รับเหมาอย่างครบวงจร ซึ่งทำให้รอบการก่อสร้างรวดเร็ว โครงการจึงพร้อมออกสู่ตลาดได้ไวขึ้น ประกอบกับต้นทุนสินค้าจีนที่ต่ำกว่า ย่อมส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs เสียเปรียบอย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัว ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน การดำเนินธุรกิจด้วยจริยธรรมที่ถูกต้อง การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีต้นทุนแข่งขันได้กับทุนใหญ่และ ดีเวลลอปเปอร์ต่างชาติ รวมถึงการนำนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมที่พัฒนาขึ้นเอง

การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและเติบโต

สำหรับข้อควรระวังในระยะยาว หากทุนจีนยังคงรุกคืบเข้ามาในตลาดขนาดใหญ่ ดีเวลลอปเปอร์ไทย จะต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังไม่น่ากังวลเท่ากับกลุ่มรายกลางและรายเล็ก ที่จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ของตนเองให้แข็งแกร่ง มีการพัฒนาโครงการที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง ควบคู่ไปกับการเร่งรัดระยะเวลาการก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งของคู่แข่งจากจีน

โดยภาพรวม ประเทศไทยยังคงมีข้อได้เปรียบในด้านคุณภาพ การบริการ และการสร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค แม้แต่ผู้บริโภคชาวจีนเองก็ยังคงนิยมซื้อคอนโดมิเนียมในไทย เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ประกอบการ อสังหาริมทรัพย์ไทย ควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการกระแสเงินสดให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร เนื่องจากต้องยอมรับว่าตลาด อสังหาริมทรัพย์ ในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่ยังคงอ่อนตัว

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้สะท้อนเพิ่มเติมว่า เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ กลับสู่ตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ กระแสทุนจีนจะยิ่งไหลบ่าเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น ไม่เพียงแต่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี แต่กลุ่มทุนเหล่านี้จะให้ความสนใจในการเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์ ด้วย

สถานการณ์นี้ ผู้ประกอบการและรัฐบาลไทยจำเป็นต้องร่วมมือกันกำหนดมาตรการรับมือที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์โรงงานจีนเถื่อนที่เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งตรวจสอบและสั่งปิดไปหลายแห่ง รวมถึงโรงงานที่เข้ามาแข่งขันทางการค้าโดยใช้ความได้เปรียบด้านต้นทุน เช่น เหล็กเส้น และวัสดุก่อสร้างต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าอนาคตเราจะได้เห็นรูปแบบการแข่งขันเช่นนี้มากขึ้น ซึ่งไทยอาจตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบ

ก้าวต่อไปสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย

การเข้ามาของทุนจีนใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย เป็นทั้งสัญญาณเตือนและโอกาสในการพัฒนาไปสู่ระดับสากล หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัว สร้างนวัตกรรม และบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคงในเวทีโลก

หากคุณคือผู้ประกอบการในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่กำลังมองหาวิธีรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสจากปรากฏการณ์นี้ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราวันนี้ เพื่อวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

Previous Post

ฉาวโฉ่วงการสีกากี! จ่อฟันวินัยเด็ดขาด “ร.ต.อ.มือปลาหมึก” เมาแล้วหื่นลวนลามเด็กหญิง 14 กลางงานเลี้ยง เจ้าตัวรุดขอโทษพร้อมจ่ายชดใช้หวังจบเรื่อง!

Next Post

ระทึกกรุง! วัยรุ่นชายพลัดตกจากชั้นชานชาลา BTS พหลโยธิน 24 ร่างกระแทกพื้นดับสลด เผยนาทีระทึกต่อหน้าผู้โดยสารนับสิบ

Next Post
ระทึกกรุง! วัยรุ่นชายพลัดตกจากชั้นชานชาลา BTS พหลโยธิน 24 ร่างกระแทกพื้นดับสลด เผยนาทีระทึกต่อหน้าผู้โดยสารนับสิบ

ระทึกกรุง! วัยรุ่นชายพลัดตกจากชั้นชานชาลา BTS พหลโยธิน 24 ร่างกระแทกพื้นดับสลด เผยนาทีระทึกต่อหน้าผู้โดยสารนับสิบ

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • “ธรรมนัส” หาเสียงเชียงใหม่ ชูสโลแกน “ของเก่าไม่เอา-เอาของใหม่”
  • ธนกร ลั่น “สมบัติพ่อเฒ่า” คือ ‘อนุทิน’ ไม่อยากอยู่ดักดาน อย่าเชื่อสีฟ้า ขอคนนครฯ เลือกภท
  • นาทีระทึก สุนัขจรจัดวิ่งตัดหน้า ไรเดอร์เบรกสุดตัว สุดท้ายรถล้มกลิ้ง เกือบถูกรถเก๋งสวนชนซ้ำ
  • สาวผวา “ดวงไฟประหลาด” ลอยวูบวาบคืนวันโกน-วันพระ ไม่กล้าออกบ้านช่วงกลางคืน
  • “เท้ง-ทิม” ปราศรัยใหญ่สุพรรณบุรี ชวนกาส้ม 2 ใบ มั่นใจทำได้ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มาแน่นอน

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.