จากกรณีดราม่าร้อนแรงที่เกิดขึ้นในแวดวงทนายความและนักแฉระดับประเทศ จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงจริยธรรมและพฤติกรรมเบื้องหลังของทนายชื่อดังหลายท่าน ล่าสุด “ทนายแก้ว” หรือ นายมนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ทนายความชื่อดังที่คุ้นหน้าคุ้นตาประชาชนผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการผ่านพื้นที่ส่วนตัวเพื่อชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทนายแก้วระบุว่าตนเองรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากต่อเหตุการณ์และกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่พุ่งเป้ามายังตนเองในห้วงเวลาที่ผ่านมา พร้อมกับกล่าวขออภัยต่อสังคมและบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่าที่ปรากฏในข่าว และตนเองไม่อยากให้เรื่องราวลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้จนส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในวิชาชีพทนายความโดยรวม
ทนายแก้วยอมรับว่า ในฐานะที่ตนเป็นบุคคลสาธารณะ การถูกจับตามองและตรวจสอบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการนำข้อมูลบางส่วนไปตีความจนเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้าง การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงเจตนาที่ต้องการจะยุติความบาดหมางและลดอุณหภูมิความร้อนแรงของสถานการณ์ โดยทนายแก้วระบุว่าตนเองพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงในช่องทางที่เหมาะสมและเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดแก่สาธารณชน ทั้งนี้ยังได้ขอความกรุณาจากสื่อมวลชนและชาวเน็ตให้ใช้ความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวสาร เพราะสถานการณ์ในขณะนี้มีความเปราะบางและอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีหรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้
นอกจากนี้ ทนายแก้วยังได้ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามาให้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และขอยืนยันว่าตนยังคงยึดมั่นในการทำหน้าที่ทนายความเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามหลักกฎหมายต่อไป ส่วนประเด็นเรื่อง “ค่าเสียหาย” หรือ “การเจรจา” ที่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับคำแฉของนักการเมืองชื่อดังก่อนหน้านี้นั้น ทนายแก้วไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดเชิงลึก แต่การออกมาขออภัยในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการพยายามประนีประนอมเพื่อรักษาภาพลักษณ์และป้องกันไม่ให้ถูกใช้เป็นหมากในเกมการเมืองหรือการแก้แค้นส่วนตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งหลังจากนี้ต้องติดตามกันต่อว่าคู่กรณีจะมีการตอบรับต่อท่าที “ยอมถอย” ของทนายแก้วอย่างไร และมหากาพย์ครั้งนี้จะจบลงที่โต๊ะเจรจาหรือในห้องพิจารณาคดี
การรุกคืบของทุนจีนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: ความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในตลาดไทย แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ นั่นคือการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญของกลุ่มทุนจีนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งกำลังสร้างทั้งความท้าทายและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ภูมิรัฐศาสตร์โลกและแรงผลักดันสู่ประเทศไทย
การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปถึงปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลอย่างยิ่ง หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตและการลงทุนของจีน คือความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจในเวทีโลก โดยเฉพาะการกลับมามีบทบาทของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเมืองสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการกีดกันทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกของจีน
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ชี้ให้เห็นถึงปริมาณการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนจีนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าสังเกต โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 146,356 ล้านบาท นอกจากนี้ จำนวนนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งเป็นชาวจีนในประเทศไทย ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 มีจำนวนสูงถึง 29,913 ราย มูลค่าเงินจดทะเบียนรวมกว่า 409,295 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 9.82% และคาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2568 อันเป็นผลมาจากนโยบายการค้าที่เข้มงวดของสหรัฐอเมริกา
การย้ายถิ่นฐานและการเข้ามาของกำลังซื้อใหม่
การไหลเข้าของนักลงทุนและนักธุรกิจจีนที่เพิ่มขึ้น ย่อมนำมาซึ่งการเพิ่มจำนวนของแรงงานและผู้ที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนตุลาคม 2567 ระบุว่ามีชาวจีนได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยประมาณ 41,752 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับสัญชาติอื่น ๆ แซงหน้าญี่ปุ่นที่เคยครองอันดับสูงสุดมานานหลายปีตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ชาวจีนที่เข้ามาในประเทศไทยด้วยเหตุผลที่หลากหลาย กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มกำลังซื้อสำคัญที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย
การวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568
ฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ ประเทศไทย ได้วิเคราะห์ว่าในปี 2568 นี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จำนวนชาวจีนที่จะเข้ามาในประเทศไทยจะมากกว่าปี 2567 ซึ่งจะส่งผลให้ตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย เกิดการตื่นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านแนวราบ ทั้งในส่วนของการเช่าและการซื้อขาย ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี รวมถึงนโยบายทางการค้าของสหรัฐอเมริกาที่มีผลกระทบต่อการส่งออกของจีน
แม้เศรษฐกิจจีนอาจเผชิญกับความท้าทายจากนโยบายของสหรัฐฯ แต่ด้วยฐานคู่ค้าที่กว้างขวางและการปรับตัวของภาคธุรกิจจีนที่ดำเนินการล่วงหน้า ทำให้น่าจะไม่ได้รับผลกระทบในวงกว้างจนเกินไป ธุรกิจในประเทศไทย ทั้งด้านการท่องเที่ยว การขายสินค้า การนำเข้า-ส่งออก และภาคส่วนอื่นๆ จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดกั้นการลงทุน การทำธุรกิจ หรือการย้ายถิ่นฐาน
ทุนจีนในบทบาทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร
ในอีกมุมหนึ่ง การเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนจีนในไทย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่พวกเขายังนำมาซึ่งระบบนิเวศการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรอีกด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย ดีเวลลอปเปอร์ ผู้รับเหมา วิศวกร แรงงาน และเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้กระบวนการก่อสร้างมีความรวดเร็วขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ การนำเข้าวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่าจากประเทศจีน ยังทำให้การพัฒนาโครงการมีต้นทุนที่แข่งขันได้ และมีปริมาณสินค้าที่ไหลเข้าสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มทุนเหล่านี้มักจะจดทะเบียนนิติบุคคลภายใต้กฎหมายไทย โดยมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นคนไทยมากกว่า แต่ผู้บริหารสูงสุดยังคงเป็นชาวจีน ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบในบางแง่มุม ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มทุนจีนมักจะพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนชาติเดียวกันเป็นหลัก ทำให้ ดีเวลลอปเปอร์ไทย ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดในการแย่งชิงลูกค้า โดยเฉพาะในทำเลที่ตั้งใกล้เคียงกับนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการไทย
นายสุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด (SE) และนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ได้สะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์นี้ว่า นอกจากภาวะชะลอตัวของตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย และกำลังซื้อที่ลดลงแล้ว ปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญ คือการแข่งขันที่รุนแรงจากทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ที่เข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายโดยตรง ในขณะที่กลุ่มทุนจีนขนาดใหญ่มักจะเข้ามาในรูปแบบของการเป็นพันธมิตรกับ ดีเวลลอปเปอร์ไทย มากขึ้น
คุณสุนทรกล่าวเสริมว่า ไม่เพียงแต่วัสดุก่อสร้างจากจีนจะมีราคาถูก แต่พวกเขายังเข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการเองโดยตรง โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับกลาง ขณะที่โครงการระดับบนที่มีมูลค่า 30 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มทุนจีนมักจะจับมือกับนักลงทุนไทย และนำเข้าวัสดุจากจีน พร้อมทั้งลงทุน ก่อสร้าง และขายเองทั้งหมด
สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ การนำเข้าเทคโนโลยีการก่อสร้าง วิศวกร แรงงาน และผู้รับเหมาอย่างครบวงจร ซึ่งทำให้รอบการก่อสร้างรวดเร็ว โครงการจึงพร้อมออกสู่ตลาดได้ไวขึ้น ประกอบกับต้นทุนสินค้าจีนที่ต่ำกว่า ย่อมส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs เสียเปรียบอย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัว ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน การดำเนินธุรกิจด้วยจริยธรรมที่ถูกต้อง การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีต้นทุนแข่งขันได้กับทุนใหญ่และ ดีเวลลอปเปอร์ต่างชาติ รวมถึงการนำนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมที่พัฒนาขึ้นเอง
การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและเติบโต
สำหรับข้อควรระวังในระยะยาว หากทุนจีนยังคงรุกคืบเข้ามาในตลาดขนาดใหญ่ ดีเวลลอปเปอร์ไทย จะต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังไม่น่ากังวลเท่ากับกลุ่มรายกลางและรายเล็ก ที่จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ของตนเองให้แข็งแกร่ง มีการพัฒนาโครงการที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง ควบคู่ไปกับการเร่งรัดระยะเวลาการก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งของคู่แข่งจากจีน
โดยภาพรวม ประเทศไทยยังคงมีข้อได้เปรียบในด้านคุณภาพ การบริการ และการสร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค แม้แต่ผู้บริโภคชาวจีนเองก็ยังคงนิยมซื้อคอนโดมิเนียมในไทย เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ประกอบการ อสังหาริมทรัพย์ไทย ควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการกระแสเงินสดให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร เนื่องจากต้องยอมรับว่าตลาด อสังหาริมทรัพย์ ในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่ยังคงอ่อนตัว
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้สะท้อนเพิ่มเติมว่า เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ กลับสู่ตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ กระแสทุนจีนจะยิ่งไหลบ่าเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น ไม่เพียงแต่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี แต่กลุ่มทุนเหล่านี้จะให้ความสนใจในการเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์ ด้วย
สถานการณ์นี้ ผู้ประกอบการและรัฐบาลไทยจำเป็นต้องร่วมมือกันกำหนดมาตรการรับมือที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์โรงงานจีนเถื่อนที่เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งตรวจสอบและสั่งปิดไปหลายแห่ง รวมถึงโรงงานที่เข้ามาแข่งขันทางการค้าโดยใช้ความได้เปรียบด้านต้นทุน เช่น เหล็กเส้น และวัสดุก่อสร้างต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าอนาคตเราจะได้เห็นรูปแบบการแข่งขันเช่นนี้มากขึ้น ซึ่งไทยอาจตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบ
ก้าวต่อไปสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
การเข้ามาของทุนจีนใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย เป็นทั้งสัญญาณเตือนและโอกาสในการพัฒนาไปสู่ระดับสากล หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัว สร้างนวัตกรรม และบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคงในเวทีโลก
หากคุณคือผู้ประกอบการในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่กำลังมองหาวิธีรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสจากปรากฏการณ์นี้ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราวันนี้ เพื่อวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

