เหตุการณ์ความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นที่ทวีความโหดร้ายจนเกินกว่าจะรับได้ครั้งนี้ เกิดขึ้นในพื้นที่เขตปริมณฑลเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้รับทราบข่าวเป็นอย่างมาก เมื่อเด็กชายวัยเพียง 13 ปี ซึ่งกำลังอยู่ในวัยเรียนและเป็นแก้วตาดวงใจของครอบครัว ต้องมาเสียชีวิตอย่างอนาถจากการถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่บริเวณลำคอจนกระสุนทะลุ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในขณะที่ผู้เสียชีวิตพร้อมกับกลุ่มเพื่อนสนิทรวม 3-4 คน ได้นัดกันไปนั่งเล่นพักผ่อนรับลมบริเวณสะพานข้ามคลองในหมู่บ้านตามปกติที่เคยทำเป็นประจำ โดยไม่คาดคิดเลยว่าค่ำคืนที่แสนธรรมดาจะกลายเป็นจุดจบของชีวิตด้วยน้ำมือของกลุ่มวัยรุ่นที่ข้ามถิ่นมาสร้างสถานการณ์
จากการสอบสวนพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียชีวิต เล่าด้วยอาการตื่นตระหนกว่า ในขณะที่พวกตนกำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น ได้มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนนับ 10 คน ขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมาเป็นขบวน ก่อนจะจอดรถและเดินตรงเข้ามาหาที่กลุ่มของผู้เสียชีวิตด้วยท่าทางหาเรื่อง จากนั้นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ตะโกนใส่ด้วยถ้อยคำหยาบคายและตั้งคำถามในลักษณะเขม่นกัน ทั้งที่ฝ่ายผู้เสียชีวิตยืนยันว่าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือรู้จักกับกลุ่มคนเหล่านี้มาก่อน เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากสิ้นเสียงตะโกน หนึ่งในคนร้ายได้ชักอาวุธปืนไม่ทราบชนิดออกมาและเล็งยิงเข้าใส่กลุ่มเด็กชายทันที โดยกระสุนพุ่งเข้าที่ลำคอของเด็กชายวัย 13 ปีอย่างจังจนล้มฟุบจมกองเลือดต่อหน้าเพื่อนๆ ก่อนที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจะพากันขี่รถหลบหนีไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืด
เจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมแพทย์กู้ชีพพยายามเข้าช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ แต่เนื่องจากบาดแผลอยู่ในจุดสำคัญและเสียเลือดมาก ทำให้หนูน้อยวัย 13 ปีเสียชีวิตในเวลาต่อมา คดีนี้สร้างความโกรธแค้นให้กับญาติพี่น้องและชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจและโหดเหี้ยมต่อเด็กที่ไร้ทางสู้ ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายใช้หลบหนี และเริ่มระบุตัวตนของกลุ่มวัยรุ่นบางรายได้แล้ว โดยเบื้องต้นคาดว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นคึกคะนองที่ต้องการประกาศศักดาหรืออาจเป็นการยิงผิดตัว อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุดเพื่อให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวผู้สูญเสียโดยเร็วที่สุด
ภูมิทัศน์อสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568: การเข้ามาของทุนจีนและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่น
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยมานานกว่าทศวรรษ การได้เห็นพลวัตของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและท้าทายเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 นี้ เรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยภายนอกหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการเข้ามาของ ทุนจีนในอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายกลางและรายเล็ก ที่จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและเติบโตในภูมิทัศน์ที่กำลังเปลี่ยนไปนี้
อิทธิพลของนโยบายต่างประเทศและการไหลบ่าของทุนจีน
เหตุการณ์สำคัญที่จุดประกายการเปลี่ยนแปลงนี้ เริ่มมาจากการกลับมาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ในฐานะผู้นำสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของนโยบายการค้าและการลงทุน นโยบายกีดกันทางการค้าที่คาดว่าจะเข้มข้นขึ้นจากสหรัฐฯ ได้กระตุ้นให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน มองหาทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงและขยายฐานการผลิตและการส่งออก
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนนี้ โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มีนักลงทุนจีนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเป็นมูลค่าสูงถึง 146,356 ล้านบาท นอกจากนี้ จำนวนนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งเป็นชาวจีนในประเทศไทย ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 ก็มีจำนวนถึง 29,913 ราย ด้วยมูลค่าเงินจดทะเบียนรวม 409,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 9.82% และคาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2568
การเข้ามาของนักลงทุนและนักธุรกิจจีนที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่งผลโดยตรงต่อจำนวนคนจีนที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2567) มีชาวจีนได้รับใบอนุญาตทำงานในไทยแล้วประมาณ 41,752 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับสัญชาติอื่นๆ เอาชนะสถิติของญี่ปุ่นที่เคยครองอันดับมานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าชาวจีนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยด้วยวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย กำลังกลายเป็น กำลังซื้อสำคัญในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย อย่างปฏิเสธไม่ได้
การประเมินตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: โอกาสและความท้าทาย
ฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ ประเทศไทย ได้วิเคราะห์ว่าในปี 2568 จำนวนชาวจีนที่เข้ามาในประเทศไทยมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเกิดความคึกคัก ทั้งในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยแนวราบ ทั้งในตลาดเช่าและตลาดซื้อขาย ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนแนวโน้มนี้ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ราบรื่น รวมถึงนโยบายทางการค้าของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าจากประเทศจีน
แม้ว่าเศรษฐกิจจีนอาจได้รับผลกระทบจากนโยบายของสหรัฐฯ แต่การที่จีนมีคู่ค้าที่หลากหลายและมีการปรับตัวของภาคธุรกิจมาล่วงหน้า ทำให้ผลกระทบอาจไม่รุนแรงนัก ธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทย ทั้งการท่องเที่ยว การขายสินค้า การนำเข้า-ส่งออก และอุตสาหกรรมอื่นๆ จำเป็นต้องปรับตัวอย่างเข้มข้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันที่การลงทุน การทำธุรกิจ และการย้ายถิ่นฐานเป็นไปได้ยากที่จะถูกปิดกั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกลุ่มทุนจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย พวกเขามักจะนำเสนอโซลูชันด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ตั้งแต่การเป็น ดีเวลลอปเปอร์ ผู้รับเหมา วิศวกร แรงงาน ไปจนถึงการนำเข้าเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย วัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ซึ่งล้วนมาจากจีน ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่าและมีศักยภาพในการแข่งขันสูง
การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นสำหรับผู้ประกอบการไทย
สิ่งที่น่ากังวลสำหรับ ดีเวลลอปเปอร์ไทย คือการเข้ามาของกลุ่มทุนจีนที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อหรือนักลงทุน แต่ยังเป็นผู้พัฒนาโครงการเอง กลุ่มทุนเหล่านี้มักจะจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทยตามกฎหมาย โดยมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยตามข้อกำหนด แต่ผู้บริหารสูงสุดมักเป็นชาวจีน ทำให้เกิดความได้เปรียบในแง่ของการบริหารจัดการและกลยุทธ์
ประเด็นที่น่าจับตาคือ กลุ่มทุนจีนมักพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าชาวจีนด้วยกันเอง ซึ่งอาจส่งผลให้ ดีเวลลอปเปอร์ไทย ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในการแย่งชิงลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทำเลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น พื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นายสุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด (SE) และนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สะท้อนประเด็นนี้ว่า นอกจากภาวะชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยและกำลังซื้อที่ลดลงแล้ว ปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการไทยมองข้ามไม่ได้คือการแข่งขันจากทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ที่เข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย และมีแนวโน้มที่จะเข้ามาในรูปแบบพันธมิตรกับดีเวลลอปเปอร์ไทยมากขึ้น
นายสุนทรเน้นย้ำถึงข้อได้เปรียบด้านต้นทุนของสินค้าจีนที่ขายในราคาถูก รวมถึงการเข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการเอง โดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง ส่วนโครงการระดับบนที่มีราคา 30 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มทุนจีนมักเข้ามาจับมือกับนักลงทุนไทย และนำเข้าวัสดุจากจีนมาใช้ในการก่อสร้างและพัฒนาโครงการตั้งแต่ต้นจนจบ
กลยุทธ์การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและการเติบโต
สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คือการนำเข้าเทคโนโลยีการก่อสร้าง วิศวกร แรงงาน และผู้รับเหมาอย่างครบวงจร ทำให้มีรอบการก่อสร้างที่รวดเร็ว โครงการสามารถออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น ประกอบกับสินค้าจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่าของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นจุดที่ธุรกิจ SME ของไทยอาจเสียเปรียบอย่างมาก
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้อง ปรับตัวยกระดับความสามารถในการแข่งขัน อย่างเข้มข้น โดยต้องพัฒนาอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงการที่ยั่งยืน การยึดมั่นในจริยธรรมทางธุรกิจที่ถูกต้อง การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับทุนใหญ่และดีเวลลอปเปอร์ต่างชาติได้ การสร้างนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสมาร์ทโฮม ด้วยเทคโนโลยีของไทยเอง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความแตกต่าง
ในระยะยาว หากกลุ่มทุนจีนยังคงรุกคืบเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง ดีเวลลอปเปอร์ไทย จะต้องปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ แม้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่จะยังไม่น่าเป็นห่วงนัก แต่รายกลางและรายเล็ก จำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยการสร้างแบรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง และพัฒนากลยุทธ์ที่เข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของระยะเวลาการก่อสร้างที่กลุ่มทุนจีนมีความได้เปรียบ
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมแล้ว ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งในด้านคุณภาพ การบริการ และการสร้างแบรนด์ดิ้งที่น่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค ซึ่งแม้กระทั่งผู้บริโภคชาวจีนเองก็ยังนิยมซื้อคอนโดมิเนียมในไทย การรักษา กระแสเงินสด และการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากต้องยอมรับว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนตัวลง
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวเสริมว่า เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” กลับคืนสู่อำนาจในสหรัฐอเมริกา กระแสทุนจีนได้หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างมหาศาล ไม่เพียงแต่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีเท่านั้น แต่กลุ่มทุนดังกล่าวยังไม่พลาดที่จะเข้ามา ซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์
ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการและรัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญ และมีมาตรการรับมือที่รัดกุม เราเริ่มเห็นโรงงานจีนที่ดำเนินการอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งดำเนินการตรวจสอบและสั่งปิดไปหลายแห่ง รวมถึงโรงงานที่เข้ามาทำการค้าโดยใช้ความได้เปรียบด้านต้นทุน เช่น เหล็กเส้น และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มนี้จะเกิดขึ้นมากขึ้นในอนาคต และประเทศไทยอาจตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญ
อนาคตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: การปรับตัวคือหัวใจสำคัญ
จากสถานการณ์ทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการทดสอบความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง การเข้ามาของทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้ที่สามารถปรับตัว เรียนรู้ และนำเสนอคุณค่าที่แตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการ ผมขอเน้นย้ำว่า การให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรม การยกระดับคุณภาพ การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ก้าวข้ามผ่านความท้าทายนี้ไปได้
หากท่านเป็นผู้ประกอบการในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย และกำลังมองหาแนวทางในการปรับตัว พัฒนาธุรกิจ หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย หรือ โอกาสทางธุรกิจกับกลุ่มทุนจีน โปรดอย่าลังเลที่จะติดต่อเรา เพื่อร่วมกันสำรวจกลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของท่านในภูมิทัศน์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้

