สมรภูมิการเมืองไทยเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นทุกขณะ เมื่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย ได้ออกมากล่าวปราศรัยแสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมต่อทิศทางของพรรคในศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยนายสุริยะระบุว่าจากการลงพื้นที่สัมผัสกับพี่น้องประชาชนในหลายจังหวัด พบว่ากระแสตอบรับที่มีต่อพรรคเพื่อไทยยังคงเหนียวแน่นและประชาชนต่างเรียกร้องอยากให้พรรคกลับมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาปากท้องที่เรื้อรัง นายสุริยะยืนยันว่า “เข็มทิศการเมือง” ในขณะนี้ชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกันว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ คือบุคคลที่มีความพร้อมและเหมาะสมที่สุดที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เพื่อนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจด้วยนโยบายที่ทำได้จริง
ไฮไลท์สำคัญของการปราศรัยในครั้งนี้คือนายสุริยะได้ใช้ฝีปากกล้าในการ “เหน็บแนม” พรรคการเมืองคู่แข่งบางพรรคที่พยายามใช้กลยุทธ์สาดโคลนโจมตีผู้อื่น โดยเขาระบุว่ามีกลุ่มการเมืองที่มักจะตะโกนเสียงดังป่าวประกาศว่าตนเองใสสะอาดและไม่เอาคนสีเทา แต่ในความเป็นจริงพฤติกรรมเบื้องหลังกลับมีความด่างพร้อยหรือ “เทากว่าเพื่อน” เสียอีก นายสุริยะเปรียบเปรยอย่างเจ็บแสบว่าพรรคการเมืองเหล่านี้ไม่ได้มีนโยบายอะไรใหม่ที่เป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากการเดินตามก้นกลุ่มอำนาจเก่าในลักษณะที่เหมือนกับ “หลานเดินตามหลังลุง” ซึ่งสะท้อนถึงการขาดความเป็นตัวของตัวเองและยังคงยึดติดกับระบอบอุปถัมภ์เดิมๆ ที่ประชาชนเริ่มเบื่อหน่าย
นอกจากนี้ นายสุริยะยังได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทยที่เน้นการทำงานเป็นทีมและมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานมากกว่าการเล่นเกมการเมืองรายวัน โดยเขามั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายและสามารถปักหมุดเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอน การออกมาเคลื่อนไหวของนายสุริยะในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเตือนสติผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งให้พิจารณาที่เนื้อหาสาระของนโยบายมากกว่าคำพูดสวยหรูแต่ไร้การปฏิบัติ พร้อมกับเป็นการประกาศศักดาว่า “แคนดิเดตนายกฯ” ของเพื่อไทยนั้นมีความโดดเด่นและพร้อมที่จะชนกับทุกพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2568-2569: ปรับฐาน ทยอยฟื้นตัว พร้อมโอกาสใหม่ในทำเลศักยภาพ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเงินและสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้ามองความเคลื่อนไหวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมาอย่างใกล้ชิด ผ่านมุมมองของสายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ผมเห็นสัญญาณที่น่าสนใจในช่วงปี 2568-2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดกำลังอยู่ในช่วงของการปรับฐาน (real estate market correction) และค่อยๆ เตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นตัว โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนคือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงปี 2568-2569 นี้ จะยังคงอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “ปรับฐาน” โดยยอดขายโดยรวมยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดียวกับก่อนช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อเราเทียบเคียงกับปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเคยทำยอดขายได้สูงถึง 120,000 ยูนิตต่อปี
แนวโน้มการฟื้นตัว: ทยอยเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ผมประเมินว่า ภาวะชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์นี้มีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อออกไปอีกประมาณ 2-3 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยหลักสองประการ คือ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงอ่อนแรง และปริมาณอุปทานคงค้าง (unsold inventory) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มที่พักอาศัยระดับหรู (luxury real estate Thailand) และคอนโดมิเนียม (condominium market Thailand)
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ประกอบการจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน การเจาะกลุ่มดีมานด์เฉพาะ (niche market real estate) การคัดเลือกทำเลที่มีศักยภาพอย่างแม่นยำ (prime real estate locations) และการปรับตัวสู่การพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ “โครงการคาร์บอนต่ำ” (low-carbon development) จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารความเสี่ยงในสภาวะตลาดที่ยังคงมีความเปราะบาง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568: การปรับฐานที่ชัดเจน
สำหรับปี 2568 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้แสดงให้เห็นถึงการปรับฐานอย่างชัดเจน ผมคาดการณ์ว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ (property transfer volume) ทั่วประเทศในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 300,000 หน่วย ซึ่งลดลงจากระดับก่อนโควิด-19 ที่เคยสูงถึงปีละประมาณ 400,000 หน่วย นี่คือระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี และมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี
เมื่อพิจารณาถึงการเปิดตัวโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล (Bangkok property market) มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าตลอดปี 2568 จะมีโครงการเปิดใหม่เพียงประมาณ 41,160 หน่วย ลดลงถึง 33% หรือคิดเป็นประมาณ 20,000 หน่วย เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงเหลือ 2.4 แสนล้านบาท จาก 4.18 แสนล้านบาทในปีที่แล้ว
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดจากการชะลอตัวของการเปิดโครงการใหม่ คือ กลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบ (landed property) เมื่อเทียบยอดเปิดใหม่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีกับปีก่อนหน้า พบว่าบ้านเดี่ยว (single detached house) ลดลง 46% บ้านแฝด (semi-detached house) ลดลง 45% และทาวน์เฮาส์ (townhouse) ลดลง 36% ขณะที่คอนโดมิเนียมมีการปรับลดลงน้อยกว่า อยู่ที่ 11%
ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่หลักอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล มียอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปีเช่นกัน โดยมียอดขายประมาณ 46,000 หน่วย มูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ลดลง 21% หรือประมาณ 12,000 หน่วย จากปีก่อนหน้าที่มียอดขาย 58,258 หน่วย ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้จะส่งผลให้การเปิดโครงการใหม่ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มที่จะทยอยลดลงตามภาวะดีมานด์ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ที่อยู่อาศัยที่มียอดขายลดลงมากที่สุดในปี 2568 คือ คอนโดมิเนียม ซึ่งมียอดขายหดตัวถึง 28% รองลงมาคือ กลุ่มบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดที่ลดลง 15% สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อรายได้และกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการหลายรายได้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการพัฒนาโครงการไปสู่บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดแทนทาวน์เฮาส์ ส่งผลให้เกิดภาวะบ้านเหลือขาย (property overhang) ในตลาดเพิ่มสูงขึ้นตามมา
กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ บ้านเดี่ยว แม้ยอดขายจะลดลงเพียง 13% ในปี 2568 แต่จำนวนยูนิตเหลือขายกลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แตกต่างจากที่อยู่อาศัยประเภทอื่นที่เริ่มเห็นการปรับลดลงของสต็อก ผมคาดว่าสิ้นปี 2568 จำนวนบ้านเดี่ยวเหลือขายจะสูงถึง 53,000 ยูนิต โดยเฉพาะกลุ่มราคาสูง 25-50 ล้านบาท ที่มียูนิตเหลือขายรวมอยู่ที่ 3,000 หน่วย ซึ่งอาจกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงของตลาดในระยะต่อไป หากการดูดซับ (absorption rate) ยังคงฟื้นตัวช้า
แนวโน้มปี 2569: ตลาดชะลอตัว แต่มีช่องว่างการเติบโตในทำเลศักยภาพ
สำหรับปี 2569 สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ลดลง โดยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ของกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (real demand) ที่คาดว่าจะเริ่มกลับมาอย่างช้าๆ
ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น เส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย การปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และการจัดตั้งศูนย์ราชการแห่งใหม่ ตลอดจนโครงการของภาคเอกชนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยหนุนการพัฒนาโครงการใหม่และเพิ่มมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่รอบนอกเมือง
ในสภาวะตลาดที่ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังมากขึ้นนี้ เราจะได้เห็นเทรนด์การพัฒนาโครงการที่มีขนาดเล็กลง การเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (targeted customer segments) และการให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า (product quality) เพื่อบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับระดับกำลังซื้อ ส่งผลให้ตลาดเริ่มปรับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น ผมคาดว่าจำนวนบ้านเหลือขายทั่วประเทศในปี 2569 จะลดลงเหลือประมาณ 207,998 หน่วย หรือลดลงราว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
แม้ภาพรวมตลาดจะยังคงท้าทาย แต่ก็ยังมีหลายทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโตได้ดี โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ เช่น สายสีม่วงใต้ สายสีชมพู และสายสีส้ม รวมถึงโซนที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ (foreign property buyers) เช่น รัชดาฯ ลาดพร้าว สุขุมวิท บางนา หรือจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ ที่มียอดขายดีอย่างต่อเนื่อง
ทำเลที่มีปัจจัยสนับสนุนรอบด้าน เช่น โรงเรียนนานาชาติ (international schools in Thailand) อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ โรงพยาบาลที่ทันสมัย ห้างสรรพสินค้าที่เปิดใหม่หรือกำลังปรับปรุง มักจะเห็นการขยายตัวของธุรกิจโดยรอบและสร้างยอดขายที่แตกต่างจากโซนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะกลุ่มทาวน์เฮาส์ในระดับราคา 2-3 ล้านบาท และ 3-5 ล้านบาท ที่ยังมีจำนวนยูนิตเหลือขายอยู่ประมาณ 115,000 หน่วย หรือคิดเป็นประมาณ 57% ของจำนวนยูนิตเหลือขายทั้งหมด กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ เช่น รังสิต-นครนายก กรุงเทพฯ-ปทุมธานี ลำลูกกา คู้บอน-วงแหวน บางนาตอนปลาย บางบ่อ ประชาอุทิศ แสมดำ เพชรเกษม และบางบัวทอง เป็นต้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสงครามราคา (price war) และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โครงการที่จะเปิดใหม่ในโซนเหล่านี้จำเป็นต้องมีการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
ขณะเดียวกัน กลุ่มบ้านเดี่ยวราคาสูง 25-50 ล้านบาท ก็เป็นอีกเซกเมนต์ที่ต้องระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีจำนวนยูนิตเหลือขายเพิ่มขึ้นมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อยู่ในระดับสูงถึง 3,000 หน่วย ซึ่งอาจใช้เวลา 5-6 ปีในการระบายสต็อก ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2569 ผลกระทบจากภาคส่งออกและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการหลายรายในโซนอุตสาหกรรม และอาจกระทบต่อยอดขายบ้านราคาสูงด้วย
ตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับชาวต่างชาติ: ศักยภาพที่ยังคงอยู่ แต่ต้องปรับตัว
สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับชาวต่างชาติ (expat property market Thailand) ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมให้คนต่างชาติทั่วประเทศในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 14,638 หน่วย และในปี 2568 คาดว่าจะมีแนวโน้มลดลง โดยคาดว่าทั้งปี 2568 จะมีประมาณ 550 หน่วย หรือลดลง 4% ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมในหลายพื้นที่มีความชะลอตัว
จังหวัดที่มียอดโอนลดลงมากที่สุดคือ ชลบุรี ลดลงประมาณ 800 หน่วย หรือ 15% เชียงใหม่ ลดลงประมาณ 250 หน่วย หรือ 28% และสมุทรปราการ ลดลงประมาณ 240 หน่วย หรือ 34% เมื่อเทียบกับปี 2567
ในทางกลับกัน จังหวัดที่มียอดโอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือ กรุงเทพฯ ยอดโอนเพิ่มขึ้น 520 หน่วย หรือ 9% ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่ม 200 หน่วย หรือ 66% และสุราษฎร์ธานี เพิ่ม 150 หน่วย หรือ 220% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์จากชาวต่างชาติยังคงมีอยู่ แต่ศักยภาพของแต่ละพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเข้าใจและปรับเปลี่ยนแผนการตลาดให้ตรงกับความต้องการในตลาดโลก (global real estate trends)
ภูเก็ตยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยยอดโอนในปี 2568 มียอดเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปี 2567 และคาดว่าจะสามารถเติบโตได้อีกในปี 2569 และ 2570 โดยเฉพาะจากกลุ่มชาวต่างชาติที่นิยมซื้อคอนโดมิเนียมในลักษณะสัญญาเช่าระยะยาว (leasehold property investment) ซึ่งมียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังปี 2562 โดยเฉลี่ยประมาณ 800-1,000 หน่วยต่อปี ประกอบกับการขยายตัวอย่างมากของโรงเรียนนานาชาติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความต้องการที่อยู่อาศัยระยะยาวในลักษณะครอบครัวขนาดใหญ่ ทดแทนความต้องการในระยะสั้นแบบเดิมๆ
การให้สินเชื่อโครงการปี 2568: ชะลอตัวตามสภาวะอุตสาหกรรม
ภาพรวมการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ (real estate developer loans) ในปี 2568 อยู่ที่ 12,000 ล้านบาท ลดลงราว 20% จากปี 2567 ที่มีวงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะตลาดและการชะลอตัวนี้ สะท้อนพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยสินเชื่อโครงการใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นการให้วงเงินเพื่อซื้อที่ดินหรือเพื่อเริ่มพัฒนาโครงการใหม่ ในภาวะที่ตลาดยังมีสต็อกคงเหลือจำนวนมาก ผู้ประกอบการจึงเลือกที่จะชะลอการซื้อที่ดินและเลื่อนการเปิดโครงการออกไป เพื่อบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับภาวะดีมานด์ที่แท้จริง
ทิศทางสินเชื่อปี 2569: เติบโตอย่างระมัดระวัง เน้นทำเลและดีมานด์เฉพาะ
สำหรับปี 2569 ธนาคารเกียรตินาคินภัทรยังคงยึดมั่นในนโยบายสินเชื่อที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ไม่เร่งปล่อยสินเชื่อสวนกระแสตลาด โดยเราตั้งเป้าการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ไว้ที่ 12,000 ล้านบาท
เรายังคงให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มเดิม ทั้งกลุ่มบริษัทมหาชน (listed companies) และกลุ่ม SME ที่มีความแข็งแกร่งทางธุรกิจ โดยธนาคารมีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าด้วยทีม Relationship Manager (RM) ที่คอยให้คำปรึกษา พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลตลาดเชิงลึกที่ธนาคารมี เพื่อประกอบการตัดสินใจ
สำหรับแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการในสภาวะการณ์ปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การคัดเลือกทำเล (site selection) ที่มีศักยภาพ และการออกแบบรูปแบบสินค้า (product design) ให้เชื่อมโยงกับกลุ่มดีมานด์เฉพาะ (specific demand groups) เช่น โครงการที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งงาน โรงเรียน หรือศูนย์การค้าขนาดใหญ่ หากโครงการไม่สามารถหาทำเลลักษณะดังกล่าวได้ ผู้ประกอบการควรพิจารณาลดขนาดของโครงการลง เพื่อควบคุมความเสี่ยงในการลงทุน (investment risk management)
นอกจากนี้ แนวโน้มการพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำ (low-carbon property development) จะมีความสำคัญมากขึ้น ผู้ประกอบการจะเริ่มปรับตัวสู่มาตรฐาน “Green & Sustainable Living” มากขึ้น โดยมีการเลือกใช้วัสดุคาร์บอนต่ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรของการก่อสร้างจนถึงการอยู่อาศัย
หัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ การออกแบบเพื่อประหยัดพลังงาน เช่น ระบบ Passive Design การติดตั้ง Solar Roof ระบบหมุนเวียนอากาศภายในอาคาร ไปจนถึงเทคโนโลยี Smart Living ที่ใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เพื่อบริหารจัดการพลังงานอัตโนมัติ ลดการสิ้นเปลืองไฟฟ้าและการใช้น้ำ รวมถึงนวัตกรรมการอยู่อาศัยเพื่อสุขอนามัยที่ดี (healthy living innovations) ซึ่งเป็นทิศทางใหม่ที่ตอบโจทย์กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และจะเป็นส่วนสำคัญของการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์แห่งอนาคต
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาพันธมิตรทางการเงินที่เข้าใจตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างลึกซึ้ง พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนการเติบโตในสภาวะตลาดที่ท้าทายนี้ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจของคุณ เราพร้อมที่จะรับฟังความต้องการ และนำเสนอโซลูชั่นทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการปรับฐานนี้ไปพร้อมกัน และคว้าโอกาสในการเติบโตในอนาคต.
