• Sample Page
newsthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
newsthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

การเมืองพ่นพิษ? รมว.สธ. ปัด “อนุทิน” สั่งฟัน “หมอสุภัทร” เซ่นจัดซื้อ ATK ยันมติปลดออกเป็นไปตามระเบียบวินัยปกติ ไม่รู้มาก่อนว่าเป็นผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน!

admin79 by admin79
January 27, 2026
in Uncategorized
0
การเมืองพ่นพิษ? รมว.สธ. ปัด “อนุทิน” สั่งฟัน “หมอสุภัทร” เซ่นจัดซื้อ ATK ยันมติปลดออกเป็นไปตามระเบียบวินัยปกติ ไม่รู้มาก่อนว่าเป็นผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน!

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ออกมาชี้แจงกรณีที่ประชุมคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย และประธานชมรมแพทย์ชนบท ออกจากราชการ โดยระบุว่ามีความผิดวินัยร้ายแรงกรณีการจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19 (ATK) ในโครงการแพทย์ชนบทบุกกรุงเมื่อปี 2564 ซึ่งผิดระเบียบราชการ นายพัฒนาเน้นย้ำว่ากระบวนการพิจารณาทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและคณะกรรมการสอบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงที่มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีการเร่งรัดหรือแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองแต่อย่างใด

นายพัฒนาได้ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (อดีต รมว.สธ.) อยู่เบื้องหลังคำสั่งปลดในครั้งนี้เพื่อเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง โดยยืนยันว่าตนเองไม่ได้มีการพูดคุยกับนายอนุทินเกี่ยวกับเรื่องนี้ และที่สำคัญตนเพิ่งทราบว่า นพ.สุภัทร เป็นผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 ของพรรคประชาชน ดังนั้นการเชื่อมโยงว่าเป็นการ “เตะตัดขา” ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงเป็นเพียงการคาดเดาไปเองของบุคคลภายนอก เพราะมติดังกล่าวออกมาตามพยานหลักฐานความผิดที่ปรากฏชัดเจนเกี่ยวกับการจัดซื้อพัสดุในช่วงวิกฤตโควิดที่ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบพัสดุของกระทรวงฯ

ขณะที่ทางด้าน นพ.สุภัทร ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้ว่ามติดังกล่าวมีเงื่อนงำ โดยเฉพาะการที่คะแนนเสียงกึ่งหนึ่งมาจากข้าราชการในกระทรวงที่ต้องทำตามนโยบาย ขณะที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเห็นต่าง และสุดท้ายประธานในที่ประชุมซึ่งเป็นรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ลงคะแนนชี้ขาด ซึ่งตนมองว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐกลั่นแกล้งในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม นายพัฒนา รมว.สธ. ยืนยันว่า นพ.สุภัทร ยังมีสิทธิ์อุทธรณ์มติดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ได้ตามขั้นตอน และในขณะนี้ตนยังไม่ได้ลงนามในคำสั่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องรอการตรวจสอบความเรียบร้อยของรายงานการประชุมเสียก่อน

วิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: สัญญาณฟื้นตัวใน ปี 2569 ท่ามกลางความท้าทาย – เจาะลึกจากผู้เชี่ยวชาญ

ปี 2568 ถือเป็นหนึ่งในบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุดสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยภาพรวมที่หดตัวอย่างมีนัยสำคัญ แตะจุดต่ำสุดในรอบ 20 ปี ท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแรง สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง และการปรับตัวลดลงของอุปทานทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เราใกล้สิ้นสุดปีนี้ สายตาของภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และนักลงทุนต่างจับจ้องไปยังปี 2569 ด้วยความหวังเล็กๆ ว่า จะได้เห็นการฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ และการประคองทิศทางร่วมกันจากทุกภาคส่วน

จากประสบการณ์ในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 10 ปี ผมเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ปี 2568 เป็นปีที่ปัจจัยบวกที่เคยขับเคลื่อนตลาดหายไปเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านอุปทาน (Supply) อุปสงค์ (Demand) หรือแม้แต่ปัจจัยด้านสินเชื่อ (Credit) สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้มูลค่าตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งเคยทำสถิติสูงถึง 9 แสนล้านบาท ถึง 1 ล้านล้านบาทต่อปี อาจลดลงเหลือเพียงราว 7 แสนล้านบาทเท่านั้น

อสังหาริมทรัพย์ไทย: จุดต่ำสุดของปี 2568 กับความหวังในการปรับสมดุลปี 2569

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2568 สะท้อนถึงการหดตัวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ภาวะวิกฤติต้มยำกุ้ง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการลดขนาดของโครงการ (Project Scale Reduction) การชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ (New Project Launch Slowdown) หรือแม้แต่การยอมรับอัตรากำไรที่ลดลง (Profit Margin Adjustment) เพื่อให้ภาพรวมของตลาดกลับเข้าสู่สมดุล (Market Equilibrium) อีกครั้ง

มิติที่ต่ำสุด: ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2568

เมื่อพิจารณาข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Information Center) จะเห็นภาพที่น่ากังวลในหลากหลายมิติ:

โครงการเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล: ต่ำสุดในรอบ 20 ปี สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของผู้ประกอบการในการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่
หน่วยสร้างเสร็จจดทะเบียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล: ต่ำสุดในรอบ 21 ปี บ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่ชะลอตัวจนผู้ประกอบการไม่กล้าเร่งการผลิต
หน่วยสร้างเสร็จจดทะเบียนทั่วประเทศ: อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี
มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ: ต่ำสุดในรอบ 8 ปี แสดงให้เห็นถึงยอดขายจริงที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
สินเชื่อที่อยู่อาศัยหลังโอน (Post Finance): มีแนวโน้มต่ำสุดในรอบ 12 ปี โดยคาดการณ์มูลค่าจะอยู่ที่ประมาณ 5.47 แสนล้านบาท
สินเชื่อใหม่: หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ประมาณ 6.6%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นภาพการชะลอตัวที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นการหดตัวพร้อมกันทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้พัฒนาโครงการ (Developers) สถาบันการเงิน (Financial Institutions) ไปจนถึงผู้ซื้อ (Buyers) ซึ่งกำลังซื้ออ่อนแรงจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ (Low Economic Growth) และเผชิญกับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น (Stricter Lending Criteria)

ปัจจัยบวกที่คาดหวังในปี 2569: แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

แม้ปี 2568 จะหนักหน่วง แต่ก็มีสัญญาณบวกหลายประการที่อาจช่วยให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป:

การกลับมาของภาคการท่องเที่ยว: ด้วยเป้าหมายนักท่องเที่ยว 36 ล้านคนในปี 2569 จะเป็นการสร้างดีมานด์ใหม่ๆ โดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียม (Condominium Market) และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property) ในทำเลศักยภาพ
การลงทุนภาคอุตสาหกรรม: คำขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในครึ่งปีแรกที่มีมูลค่ากว่า 1.05 ล้านล้านบาท และแผนเร่งรัด 70 โครงการมูลค่า 3 แสนล้านบาท จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และกำลังซื้อของผู้บริโภค
งบประมาณรัฐปี 2569: การเดินหน้าเต็มปีของงบประมาณจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเบิกจ่ายงบประมาณที่ราบรื่นจากรัฐบาลใหม่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่น
อุปทานที่ลดลง: อุปทานใหม่ที่ต่ำสุดในรอบ 20 ปีในปี 2568 จะช่วยให้ตลาดกลับเข้าสู่สมดุลได้เร็วขึ้น
ต้นทุนที่ทรงตัว: แนวโน้มราคาพลังงานและวัสดุก่อสร้างที่ทรงตัวจะช่วยลดต้นทุนการพัฒนาของผู้ประกอบการ

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา: ปัจจัยท้าทายบนเส้นทางฟื้นฟู

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายก็ยังคงมีอยู่ไม่น้อย:

กำลังซื้อที่เปราะบาง: แม้จะมีปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจ แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเปราะบาง
มาตรการกระตุ้นภาครัฐที่หมดอายุ: มาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV (Loan to Value) และการลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนอง ที่จะหมดอายุในเดือนมิถุนายน 2569 อาจส่งผลกระทบต่อดีมานด์
ประมาณการ GDP ปี 2569: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์การเติบโตของ GDP เพียง 1.6% ซึ่งเป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำ
ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก: ความผันผวนของการค้าระหว่างประเทศ ผลกระทบนโยบายการค้าจากสหรัฐฯ และความตึงเครียดในภูมิภาคต่างๆ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง
การจ้างงานและราคาที่ดิน: อัตราการขยายตัวของการจ้างงานที่ต่ำ และราคาที่ดินที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงการใหม่

แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2569: การฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง

เมื่อประเมินจากปัจจัยบวกและปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด ผมคาดการณ์ว่า ปี 2569 จะเป็นปีแห่ง “การฟื้นตัวแบบระมัดระวัง” (Cautious Recovery) โดยมีทิศทางที่น่าสนใจดังนี้:

การเปิดตัวโครงการใหม่: คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% จากฐานที่ต่ำสุดในปี 2568
การโอนกรรมสิทธิ์: ทั้งในแง่จำนวนหน่วยและมูลค่า คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10%
กลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำ: ทาวน์เฮ้าส์ราคาต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท อาจเริ่มถูกแทนที่ด้วยคอนโดมิเนียมระดับราคา 1-1.5 ล้านบาท เพื่อตอบสนองกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลงไป
การฟื้นตัวรายพื้นที่: กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค จะมีการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับศักยภาพของเมือง อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว
ราคาอสังหาริมทรัพย์: คาดว่าจะไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ซื้อ
ตลาดบ้านมือสอง (Second-hand Housing Market): จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 50%
เทรนด์ที่อยู่อาศัย: ความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ (Senior Living) และการปรับปรุงบ้าน (Home Renovation) สำหรับกลุ่มนี้ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมาก

กลยุทธ์ทางรอด: การผนึกกำลังทุกภาคส่วน

เพื่อให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยสามารถประคองตัว และไม่ทรุดลงไปกว่าเดิม ข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการเงิน และภาครัฐ ต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ การเน้น “ลดซัพพลาย” และ “ขนาดโครงการ” รวมถึงการปรับราคาให้เหมาะสม พร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทของภาครัฐ:

ขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียม: พิจารณาขยายระยะเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง เพื่อกระตุ้นยอดขาย
สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ: สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Low-interest Loans) ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ
มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ: ส่งเสริมมาตรการค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Guarantee Scheme) เพื่อช่วยผู้ที่ขาดหลักประกัน

บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.):

พิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย: การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อต้นทุนทางการเงิน
ขยายการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV: พิจารณาขยายการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับผู้ซื้อ

บทบาทของธนาคารพาณิชย์:

ผ่อนคลายกระบวนการสินเชื่อ: ปรับปรุงกระบวนการสินเชื่อให้รวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีประวัติการผ่อนชำระที่ดี
โครงการสินเชื่อค้ำประกัน-ซื้อคืน: ร่วมมือเปิดโครงการสินเชื่อค้ำประกัน (Guaranteed Loans) หรือสินเชื่อซื้อคืน (Buy-back Loans) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้กู้
“ซื้อบ้านแก้หนี้” (Debt Consolidation Loan): เสนอทางเลือกในการรวมภาระหนี้สินที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Debt) เข้ากับสินเชื่อที่อยู่อาศัย ภายใต้เพดาน LTV ที่เหมาะสม (เช่น 110%) ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดหนี้เสีย (NPL) และเพิ่มเสถียรภาพทางการเงินของผู้ซื้อในระยะยาว

การบริหารจัดการสต็อกที่อยู่อาศัย: ความท้าทายสำคัญ

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในแง่ของสต็อกที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่คาดว่าจะมีซัพพลายใหม่เพียง 52,000 หน่วย ลดลงถึง 17% ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตโควิด-19

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ สินค้ากลุ่มเสี่ยงที่สุด คือ ยูนิตสร้างเสร็จที่ระดับราคา 2-3 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนถึง 17,268 หน่วย คิดเป็นกว่า 27% ของทั้งหมด ผู้ประกอบการจำเป็นต้องวางกลยุทธ์ที่รอบคอบอย่างยิ่ง ทั้งในด้านทำเล (Location Strategy) การกำหนดราคา (Pricing Strategy) และการวิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริงของผู้ซื้อ (Actual Buyer Demand Analysis) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจาก “สต็อกล้น” (Inventory Overhang) และ “รอบการขายที่ยาวนานขึ้น” (Extended Sales Cycle)

บทสรุป: ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

ปี 2568 เป็นปีที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญกับจุดต่ำสุดในรอบ 20 ปี แต่โครงสร้างตลาดที่กำลังกลับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น ประกอบกับปัจจัยหนุนทางเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินที่อาจผ่อนคลายขึ้น ทำให้ปี 2569 มีโอกาสที่เราจะได้เห็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันประคองตลาดไปในทิศทางเดียวกัน ตลาดที่อยู่อาศัยไทยก็ยังมีพื้นที่ในการเติบโต ท่ามกลางความท้าทายที่รออยู่

สัญญาณทั้งหมดนี้ชี้ชัดว่า ปี 2568 ไม่ใช่ปีแห่งการเร่งเปิดเกมรุกอย่างบ้าคลั่ง แต่เป็นปีแห่ง “การรักษาสมดุล” ของอุปทานและอุปสงค์ ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานให้ช้าลง แม่นยำขึ้น และให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่อง (Liquidity Management) และความยั่งยืนในระยะยาว (Long-term Sustainability)

หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหาโอกาส หรือกำลังเผชิญความท้าทายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย การทำความเข้าใจแนวโน้มเหล่านี้ และการวางแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสม คือก้าวแรกที่สำคัญสู่วิสัยทัศน์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต.

Previous Post

ทหารกัมพูชาขนแบ็กโฮเข้าพื้นที่ฐานจอมวย ขุดคูเลตรุกล้ำแนวสันปันน้ำฝั่ง ชำราก

Next Post

ทั้งรักทั้งเกลียด! ป้าไม่เอาส้ม วิ่งหน้าตั้งถือกล้อง ขอถ่ายรูปคู่ ไอซ์-โรม ก่อนหันกลับไปไล่ส้ม

Next Post
ทั้งรักทั้งเกลียด! ป้าไม่เอาส้ม วิ่งหน้าตั้งถือกล้อง ขอถ่ายรูปคู่ ไอซ์-โรม ก่อนหันกลับไปไล่ส้ม

ทั้งรักทั้งเกลียด! ป้าไม่เอาส้ม วิ่งหน้าตั้งถือกล้อง ขอถ่ายรูปคู่ ไอซ์-โรม ก่อนหันกลับไปไล่ส้ม

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • “ธรรมนัส” หาเสียงเชียงใหม่ ชูสโลแกน “ของเก่าไม่เอา-เอาของใหม่”
  • ธนกร ลั่น “สมบัติพ่อเฒ่า” คือ ‘อนุทิน’ ไม่อยากอยู่ดักดาน อย่าเชื่อสีฟ้า ขอคนนครฯ เลือกภท
  • นาทีระทึก สุนัขจรจัดวิ่งตัดหน้า ไรเดอร์เบรกสุดตัว สุดท้ายรถล้มกลิ้ง เกือบถูกรถเก๋งสวนชนซ้ำ
  • สาวผวา “ดวงไฟประหลาด” ลอยวูบวาบคืนวันโกน-วันพระ ไม่กล้าออกบ้านช่วงกลางคืน
  • “เท้ง-ทิม” ปราศรัยใหญ่สุพรรณบุรี ชวนกาส้ม 2 ใบ มั่นใจทำได้ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มาแน่นอน

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.