คดีชิงทองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งย่านสุขุมวิท 50 กำลังเข้าใกล้จุดเดือด! เมื่อล่าสุดในวันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2569) ทีมสืบสวนนครบาลภายใต้การนำของ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ได้ระดมกำลังตำรวจน้ำและชุดประดาน้ำ ลงพื้นที่งมหาหลักฐานสำคัญบริเวณคลองประเวศบุรีรมย์ หลังจากพบร่องรอยการถลอกบนคานเหล็กริมคลองที่น่าสงสัย จนกระทั่งสามารถกู้ซากรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุขึ้นมาจากใต้น้ำได้สำเร็จ
แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่มั่นใจว่ามาถูกทางคือการพบ “ตะขอทองคำ” และเศษทองตกอยู่บริเวณใกล้เคียง ซึ่งเมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดพบสัญลักษณ์แกะสลักที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านทองที่เกิดเหตุเป๊ะๆ นอกจากนี้ ข้อมูลชุดสืบสวนยังพบความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์คันนี้ว่ามีที่มาไม่ธรรมดา และอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ระบุไปถึงตัวตนที่แท้จริงของ “โจรหมวกฟาง” รายนี้
แม้ตอนนี้โจรจะยังลอยนวล แต่การทิ้งรถลงคลองที่คิดว่าเป็นทางตันกลับกลายเป็นจุดทิ้งเบาะแสชิ้นโตให้ตำรวจแกะรอยต่อ ใครคือเจ้าของรถตัวจริง? และโจรรายนี้กบดานอยู่ที่ไหน? พลังของกล้องวงจรปิดและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จากซากรถกำลังจะเปิดเผยใบหน้าผู้อยู่เบื้องหลังคดีชิงทองมูลค่ากว่า 15 ล้านบาทในเร็วๆ นี้!
วิเคราะห์รายได้และกำไรครึ่งปีแรก 2568: 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยในตลาดหลักทรัพย์เผชิญแรงกดดัน รายได้หด 15.21% กำไรดิ่ง 37.17%
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมมองว่าตัวเลขรายได้และกำไรของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ 40 แห่ง ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขบนงบการเงิน แต่คือ “กระจกสะท้อน” สภาวะเศรษฐกิจไทยที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ความกังวลใจของผู้บริโภคต่อการก่อหนี้ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจครั้งใหญ่ในการซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการหดตัวของความเชื่อมั่นผู้บริโภค อันเป็นผลมาจากปัจจัยรุมเร้าหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของรายได้ที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ความฝันในการมีบ้านสักหลังของผู้คนต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์สำคัญ” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เกิดการชะลอตัวอย่างน่าเป็นห่วง
กล่าวได้ว่า นี่ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่คือภาพสะท้อนของ “ความกลัวหนี้” ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ภาพรวมรายได้และกำไร 6 เดือนแรก ปี 2568: ตัวเลขที่ต้องจับตา
จากข้อมูลเชิงลึกของ LWS Wisdom บริษัทวิจัยชั้นนำในเครือ แอล.พี.เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่รวบรวมและวิเคราะห์งบการเงินรวมของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) พบว่า:
รายได้รวม: อยู่ที่ 131,217.08 ล้านบาท ลดลง 15.21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
กำไรสุทธิรวม: อยู่ที่ 8,369.92 ล้านบาท ลดลงถึง 37.17% โดยมีจำนวนถึง 18 บริษัทที่ประสบภาวะขาดทุน
ตัวเลขที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญนี้ ชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันที่ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญ และเป็นสัญญาณเตือนที่ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องให้ความสำคัญ
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทำรายได้สูงสุด: การปรับตัวภายใต้แรงกดดัน
แม้ภาพรวมจะดูชะลอตัว แต่ในกลุ่ม 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ทำรายได้สูงสุด ยังคงมีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปรับกลยุทธ์เพื่อประคองธุรกิจ:
บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน): 17,786.61 ล้านบาท (-0.33%)
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน): 15,677.66 ล้านบาท (-19.44%)
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน): 12,107.57 ล้านบาท (-17.77%)
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน): 10,667.34 ล้านบาท (-16.70%)
บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน): 10,336.18 ล้านบาท (-0.77%)
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): 7,891.04 ล้านบาท (-8.77%)
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน): 6,947.38 ล้านบาท (-12.18%)
บริษัท พฤกษา โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน): 6,944.37 ล้านบาท (-29.59%)
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน): 4,998.72 ล้านบาท (-24.83%)
บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน): 3,773.78 ล้านบาท (+111.52%)
สิ่งที่น่าสังเกตคือ บริษัท พราว เรียล เอสเตท สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่นถึง 111.52% ซึ่งอาจสะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ หรือการเข้าสู่ตลาดในบางเซกเมนต์ที่ยังคงมีความต้องการสูง ในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ยังคงเผชิญกับการหดตัวของรายได้
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทำกำไรสูงสุด: การบริหารต้นทุนและกลยุทธ์ที่แตกต่าง
เมื่อพิจารณาถึงกำไรสุทธิ พบว่าการบริหารต้นทุน การวางแผนโครงการ และกลยุทธ์การตลาด มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวน:
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน): 2,212.48 ล้านบาท
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน): 2,028.11 ล้านบาท
บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน): 1,870.04 ล้านบาท
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน): 1,509.27 ล้านบาท
บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน): 1,192.82 ล้านบาท
บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน): 736.36 ล้านบาท
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): 531.08 ล้านบาท
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน): 430.97 ล้านบาท
บริษัท แอสเซท ไวส์ จำกัด (มหาชน): 399.89 ล้านบาท
บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (จี แลนด์): 230.97 ล้านบาท
การที่บริษัทเหล่านี้ยังคงสามารถสร้างกำไรได้ ท่ามกลางภาวะตลาดที่ท้าทาย สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ การบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพ การควบคุมต้นทุนที่ดีเยี่ยม หรือการมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างตรงจุด
สินค้าคงค้าง: ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข
นอกจากรายได้และกำไรที่ลดลง ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังต้องเผชิญกับปริมาณสินค้าคงค้าง (Inventory) ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 725,404.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.89% ตัวเลขนี้บ่งชี้ถึงความท้าทายในการระบายสต็อกสินค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและต้นทุนทางการเงินของบริษัท
มุมมองจากผู้บริหาร: การปรับตัวเพื่อก้าวผ่านวิกฤต
คุณประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2568 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวและฟื้นตัวในระยะต่อไป ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องทบทวนและปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน เพื่อประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นจากวิกฤตนี้ไปให้ได้ และพร้อมสำหรับการกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต
ความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย: มากกว่าแค่ตัวเลข
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถือเป็น “เสาหลัก” ที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และมีผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวเนื่องโดยตรง ทั้งแรงงานก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ภาคการเงิน และธุรกิจบริการอื่นๆ การที่รายได้และกำไรของผู้ประกอบการชะลอตัวลง ควบคู่ไปกับการมีสต็อกคงค้างที่สูงขึ้น จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของภาวะ “ความไม่มั่นใจ” ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการก่อหนี้
บทสรุป: ความท้าทายที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะยังไม่ใช่สัญญาณของวิกฤตการณ์ที่รุนแรง แต่ก็เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว การชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์อาจส่งแรงกดดันต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยให้เกิดการชะลอตัวที่มากขึ้นในระยะต่อไป
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีในวงการ อสังหาริมทรัพย์ไทย มาอย่างยาวนาน ผมมองว่านี่คือช่วงเวลาแห่งการปรับตัวและสร้างความแข็งแกร่งจากภายในของทุกภาคส่วน การทำความเข้าใจแนวโน้มตลาด คอนโดมิเนียม กรุงเทพ การวิเคราะห์ ราคาบ้านเดี่ยว ในทำเลศักยภาพ และการมองหาโอกาสในตลาด อสังหาริมทรัพย์พร้อมอยู่ หรือ โครงการบ้านจัดสรร ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้
สำหรับนักลงทุนที่มองหา การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือผู้ที่กำลังมองหา บ้านใหม่ การศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2568 และ แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดท่ามกลางสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่กำลังมองหาแนวทางในการปรับกลยุทธ์ หรือเป็นผู้บริโภคที่กำลังวางแผนการซื้อที่อยู่อาศัย การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและศึกษาข้อมูลเชิงลึกจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อให้คุณสามารถก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง และคว้าโอกาสในการสร้างความสำเร็จในอนาคตของวงการ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ของเรา.

