“ธรรมนัส” บุกเชียงใหม่ อ้อนขอให้เลือกคนเมืองเหนือแท้ๆ ชูสโลแกน “ของเก่าไม่เอา-เอาของใหม่”
เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 5 ก.พ.2569 ที่สนามกีฬากลาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร่วมขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงให้กับผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ ทั้ง10 เขต ของพรรคกล้าธรรม โดยก่อนขึ้นปราศรัย ร.อ.ธรรมนัส ได้พบปะกับประชาชนที่มารอฟัง ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีประชาชนนำผ้าขาวม้ามาคาดเอว สวมพวงมาลัยและส้ม รวมถึงมาขอถ่ายรูปจำนวนมาก
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมาที่จังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าเป็นจังหวัดที่ใหญ่ ในช่วงเช้าเดินทางไปที่อำเภอดอยเต่า จากนั้นไปอำเภอเชียงดาว จนมาถึงอ.ฝางรวมแล้ว กว่า 800 กิโลเมตร เพื่อพบปะกับประชาชนให้ได้มากที่สุด อยากฝากถึงประชาชนว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้เราต้องเลือกผู้แทนราษฎรเข้าไปใช้งาน ไม่ใช่เลือกมาเป็นเจ้าคนนายคน บางคนตอนหาเสียงยกมือไหว้ไปหมดแทบลงไปกราบเท้า เพื่อขอความเมตตาให้ประชาชนเลือก แต่เมื่อได้รับเลือกแล้ว ประชาชนเรียกไม่ยอมหัน ไม่ทำงานรับใช้ประชาชนคนแบบนี้ไม่ควรเลือก
“หากประชาชนชาวอำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และอำเภอไชยปราการ เลือกผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมเข้าไปทำงาน ขอให้ทุกคนจำใส่ใจว่า เราคือขี้ข้าของประชาชน ชาวบ้านผิดหรือถูก ต้องถือว่าประชาชนถูกไว้ก่อน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ในช่วงปฏิวัติรัฐประหาร มีการยึดที่ดินที่รัฐจัดสรรให้เกษตรกรผู้ยากจนหรือไม่มีที่ทำกิน เพื่อใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรมเท่านั้น หรือ ส.ป.ก. 4-01 กว่า 6,000 ไร่โดยไม่มีเหตุผลและไม่ได้แก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ในยุคที่ตนเข้ามาทำงานเราได้แจกที่ดินคืนให้ประชาชนเพื่อทำมาหากิน โดยไม่ได้แบ่งเป็นแปลงรวม แต่จะแบ่งเป็นรายคน
อสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568: พลิกโฉมสู่สินค้าทางเลือก ท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจ
บทความโดย: [ชื่อผู้เชี่ยวชาญ, ตำแหน่ง, บริษัท] (ผู้มีประสบการณ์ 10 ปี ในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย)
ปี 2568 นี้ ถือเป็นปีแห่งการทบทวนและปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย สัญญาณจากตัวเลขการเปิดตัวโครงการใหม่ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญสะท้อนให้เห็นถึงภาวะชะลอตัวของตลาดที่ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น การคาดการณ์สภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ยิ่งตอกย้ำว่า ปีนี้ไม่ใช่ปีที่จะเน้นการขยายตัวแบบไร้ทิศทางอีกต่อไป แต่เป็นปีแห่งการ “พลิกเกม” ไปสู่การพัฒนาสินค้าอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของตลาดภายใต้กำลังซื้อที่จำกัด
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568: สถิติที่สะท้อนความจริง
ตัวเลขการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2568 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สะท้อนภาพความท้าทายได้อย่างชัดเจน โดยมีเพียง 15,452 หน่วย มูลค่ารวม 110,820 ล้านบาท ซึ่งลดลงกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าทั้งปี 2568 จะเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 39,540 หน่วย มูลค่า 251,371 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี นับตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตปี 2540 และในแง่ของมูลค่าโครงการ เปิดตัวใหม่ถือว่าต่ำสุดในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่ปี 2552
หากมองลึกไปในรายละเอียด การเปิดตัวโครงการใหม่ในครึ่งแรกของปี 2568 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่า บ้านเดี่ยวครองสัดส่วนมูลค่าสูงสุดถึง 60% (66,474 ล้านบาท) ตามมาด้วยห้องชุด 20.7% (22,931 ล้านบาท) และทาวน์เฮาส์ 11.1% (12,257 ล้านบาท) แม้ว่าจำนวนหน่วยโดยรวมจะลดลง แต่ในแง่ของการกระจายตัวของสินค้า พบว่าบ้านเดี่ยวราคาสูง (20 ล้านบาทขึ้นไป) ยังคงมีมูลค่าการพัฒนาสูงถึง 33.2% ของมูลค่าการพัฒนาใหม่ทั้งหมด ถึงแม้จะมีสัดส่วนจำนวนหน่วยเพียง 5.3% เท่านั้น ซึ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงยังคงเป็นเป้าหมายหลักของโครงการระดับบน
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงกำลังซื้อที่แตกต่างกันในตลาดได้อย่างชัดเจน สินค้าที่ยังคง “ขายได้” คือสินค้าหรูหราสำหรับผู้มีรายได้สูง ในขณะที่สินค้าสำหรับประชาชนทั่วไปกลับเผชิญกับความยากลำบากในการขาย อันเป็นผลมาจากกำลังซื้อที่ลดลงอย่างต่อเนื่องของครัวเรือน
เศรษฐกิจ: ตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดอสังหาริมทรัพย์
จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ “เศรษฐกิจ” คือปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ไม่ใช่ในทางกลับกัน การที่ภาครัฐหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์โดยตรงนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อเศรษฐกิจภาพรวมดี ประชาชนมีรายได้มั่นคง กำลังซื้อก็จะมาเอง และส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ครัวเรือนลดลง การตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยย่อมถูกเลื่อนออกไปหรือยกเลิก
สถานการณ์ปัจจุบันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยลง แต่กลับมีหน่วยที่สามารถระบายขายออกได้มากกว่าจำนวนหน่วยเปิดใหม่ถึง 50.8% (23,305 หน่วยเทียบกับ 15,452 หน่วย) แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของตลาดที่ค่อนข้างดี สต็อกคงค้างลดลงจาก 234,478 หน่วย เหลือ 223,019 หน่วย หากมีการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวนมากโดยไม่มีการประเมินกำลังซื้อที่แท้จริง อาจนำไปสู่ปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ได้ แต่ในขณะนี้ ตลาดดูเหมือนจะยังคงอยู่ในภาวะที่ “ไร้ฟองสบู่” ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวของผู้ประกอบการ
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2568-2569: การเปลี่ยนผ่านสู่สินค้าทางเลือก
เมื่อพิจารณาถึงทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงปี 2568-2569 หากเศรษฐกิจยังคงไม่ฟื้นตัวเต็มที่ กำลังซื้อจะยังคงเป็นปัจจัยจำกัดที่สำคัญ ส่งผลให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะมุ่งเน้นไปที่สินค้าทางเลือกมากขึ้น โดยมีแนวโน้มที่น่าสนใจดังนี้:
การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูงยังคงมีอยู่ แต่ต้องปรับกลยุทธ์: แม้ว่ากลุ่มบ้านเดี่ยวราคาสูง (20 ล้านบาทขึ้นไป) จะยังคงมีมูลค่าสูงในตลาด แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณของการปรับลดราคาเพื่อเร่งระบายสินค้า การแข่งขันในกลุ่มนี้จะทวีความรุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องนำเสนอจุดเด่นที่เหนือกว่าในด้านทำเล ฟังก์ชันการใช้งาน หรือบริการหลังการขาย เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
การเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยราคาประหยัด (Affordable Housing): นี่คือทิศทางที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในโครงการที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อหน่วย ซึ่งอาจรวมถึงห้องชุดและทาวน์เฮาส์ โครงการเหล่านี้มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และยังอาจเป็นที่ต้องการของนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการเก็งกำไร สินค้ากลุ่มนี้จะกลายเป็น “สินค้าทางเลือก” ที่สำคัญในตลาด
ความท้าทายของตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลาง: กลุ่มที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้ปานกลางถึงปานกลางค่อนข้างน้อย (ราคาประมาณ 2-4 ล้านบาท) อาจเผชิญกับความท้าทายในการขยายตัว เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างมาก และอาจไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายเท่ากับกลุ่มผู้มีรายได้สูง
การพัฒนาสินค้าอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ: ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ นอกเหนือจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการอยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว ได้แก่:
อสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยว: การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหัวเมืองท่องเที่ยว ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นที่พักตากอากาศ บ้านพักตากอากาศ หรือโรงแรมขนาดเล็ก
อสังหาริมทรัพย์เพื่อการปล่อยเช่า (Investment Properties): การสร้างรายได้ระยะยาวจากการปล่อยเช่า เช่น คอนโดมิเนียมสำหรับเช่า อพาร์ตเมนต์ หรือพื้นที่เชิงพาณิชย์ จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพ
ธุรกิจบริการหลังการขาย: ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในอดีต ทำให้เกิดความต้องการบริการหลังการขายที่หลากหลาย เช่น การบริหารจัดการทรัพย์สิน การดูแลซ่อมบำรุง การตกแต่งภายใน การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจทางเลือกที่มีศักยภาพ
การขยายการลงทุนสู่ตลาดต่างประเทศ: ด้วยข้อจำกัดของตลาดภายในประเทศ ผู้ประกอบการบางรายอาจพิจารณาขยายการลงทุนไปยังตลาดอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพในการเติบโต
ความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก
จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าขนาดเศรษฐกิจของไทยในปี 2568 จะมีขนาดเล็กกว่าสิงคโปร์ และมีแนวโน้มที่จะถูกแซงหน้าโดยฟิลิปปินส์ในปี 2571 และเวียดนามในปี 2572 สถานการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัวอย่างเร่งด่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง จึงต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจังและเป็นระบบ
การปรับตัวของผู้ประกอบการและนักลงทุน: กุญแจสู่ความสำเร็จ
ในภาวะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญกับความท้าทาย ผู้ประกอบการและนักลงทุนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมุมมองและกลยุทธ์อย่างสิ้นเชิง การวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงลึก การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และการมองหาโอกาสใน”สินค้าทางเลือก” ที่ตอบโจทย์กำลังซื้อและเทรนด์ที่กำลังจะมาถึง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการอยู่รอดและเติบโต
สำหรับนักลงทุน การศึกษาราคาอสังหาริมทรัพย์ในแต่ละทำเล การประเมินศักยภาพการเติบโตในระยะยาว รวมถึงการพิจารณาการลงทุนคอนโด หรือการซื้อขายบ้านมือสอง ที่มีราคาเข้าถึงง่าย อาจเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในช่วงเวลานี้
อนาคตที่ต้องสร้างสรรค์
ปี 2568 นี้ คือบททดสอบครั้งสำคัญของอสังหาริมทรัพย์ไทย การพลิกเกมไปสู่สินค้าทางเลือก การให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และการปรับตัวให้ทันกับพลวัตของตลาดโลก คือหนทางที่จะนำพาอุตสาหกรรมนี้ผ่านพ้นความท้าทาย และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต
หากท่านคือผู้ประกอบการ นักลงทุน หรือกำลังมองหาโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย การทำความเข้าใจแนวโน้ม และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ จะเป็นก้าวสำคัญในการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเพื่อคว้าโอกาสในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้
