• Sample Page
newsthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
newsthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

พลิ้ว! รักษาการปธน.เวเนฯ เสนอร่วมมือมะกัน มุ่งพัฒนายั่งยืน ย้ำเวเนฯควรได้สันติภาพ ไม่ใช่สงคราม

admin79 by admin79
January 6, 2026
in Uncategorized
0
พลิ้ว! รักษาการปธน.เวเนฯ เสนอร่วมมือมะกัน มุ่งพัฒนายั่งยืน ย้ำเวเนฯควรได้สันติภาพ ไม่ใช่สงคราม

อนาคตอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2567: วิเคราะห์ผลประกอบการปี 2566 และแนวโน้มตลาดเชิงลึก

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการ อสังหาริมทรัพย์ไทย มากว่าทศวรรษ ดิฉันได้เห็นวัฏจักรการเติบโตและความท้าทายมานับไม่ถ้วน ปี 2566 ที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่ท้าทายสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างแท้จริง แม้จะมีความคาดหวังจากโมเมนตัมที่ต่อเนื่องมาจากปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดเริ่มฟื้นตัว แต่ทว่าความจริงกลับแตกต่างออกไป ตลาดกลับเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญก่อนการเลือกตั้งใหญ่ และความซบเซาได้ยืดเยื้อต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปลายปี แม้แต่ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการจับจ่ายใช้สอยตามปกติ (high season) ก็ยังไม่สามารถจุดประกายการฟื้นตัวได้อย่างที่คาดหวัง แนวโน้มที่น่าเป็นห่วงนี้ได้ส่งผ่านมายังต้นปี 2567 ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในภาพรวมนั้นกำลังเผชิญหน้ากับอะไร และใครคือผู้ที่สามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางกระแสนี้

เพื่อตอบคำถามดังกล่าว Property Mentor ได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผลประกอบการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 41 บริษัท การวิเคราะห์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ตลาดที่ผันผวน และเพื่อค้นหา “ผู้ชนะตัวจริง” ที่สามารถสร้างผลงานโดดเด่นในปี 2566 ที่ผ่านมา

ภาพรวมผลประกอบการปี 2566: ความท้าทายที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง

เมื่อพิจารณาภาพรวมของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 41 แห่งที่อยู่ในข่ายการสำรวจ พบว่ารายได้รวมในปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 371,560 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงเล็กน้อยประมาณ 1.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้รวม 376,141 ล้านบาท แม้ตัวเลขภาพรวมอาจดูไม่น่ากังวลนัก แต่หากเจาะลึกรายบริษัท จะพบว่าสถานการณ์นั้นมีความซับซ้อนและน่าเป็นห่วงกว่าที่คิด โดยมีถึง 25 จาก 41 บริษัท (คิดเป็นกว่า 60%) ที่มีรายได้รวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

บริษัทที่เผชิญกับภาวะรายได้ติดลบในระดับสูงกว่า 20% ประกอบด้วย L.P.N. Development (LPN) ที่มีรายได้ลดลงถึงราว -28%, Eastern Star Real Estate (ESTAR) และ Country Group Development (CGD) ที่มีรายได้ติดลบในอัตราใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ ยังมี Raimon Land (RML) ที่รายได้ลดลง -26%, Lalin Property (LPH) -23%, Major Development (MD) -22% และ Siamese Asset (SA) -21% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพ และหัวเมืองหลักกำลังเผชิญ

แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Land and Houses (LH) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำตลาด อสังหาริมทรัพย์ระดับบน ก็ไม่สามารถหลีกหนีผลกระทบนี้ได้ โดยมีรายได้รวมติดลบถึง 18% สิ่งที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือ ในกลุ่ม Top 10 บริษัทที่มีรายได้รวมสูงสุดในปี 2566 นั้น มีถึง 5 บริษัทที่มีรายได้รวมลดลงจากปีก่อนหน้า นอกเหนือจาก Land and Houses แล้ว ยังมี AP (Thailand) (AP) ที่มีรายได้ลดลงเล็กน้อยไม่ถึง -1%, Supalai (SPALI) -10%, Pruksa Holding (PSH) -9% และ Origin Property (ORI) ที่มีรายได้รวมลดลงประมาณ -4% ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่บริษัทที่มีฐานธุรกิจแข็งแกร่งและมี โครงการที่อยู่อาศัย ในตลาดหลากหลายประเภท ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากสภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย

ผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ: แสนสิริ ครองแชมป์รายได้รวมปี 2566

แม้จะมีความท้าทาย แต่ก็ยังมีบริษัทที่สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ในปี 2566 Sansiri (SIRI) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านรายได้รวม ด้วยตัวเลข 39,082 ล้านบาท ซึ่งเติบโตถึง 12% และเฉือนเอาชนะ AP (Thailand) (AP) ซึ่งมีรายได้รวม 38,399 ล้านบาท ไปอย่างน่าประทับใจในอันดับที่ 2 ตามมาด้วย Supalai (SPALI) ในอันดับที่ 3 ด้วยรายได้รวม 31,818 ล้านบาท Land and Houses (LH) รั้งอันดับที่ 4 ด้วยรายได้รวม 30,170 ล้านบาท และ Pruksa Holding (PSH) ในอันดับที่ 5 ด้วยรายได้ 26,132 ล้านบาท

สำหรับ 10 อันดับแรกของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้รวมสูงสุดในปี 2566 มีดังนี้:

แสนสิริ (SIRI): 39,082 ล้านบาท (เติบโต 12%)
เอพี (ไทยแลนด์) (AP): 38,399 ล้านบาท (ลดลงเล็กน้อย < -1%)
ศุภาลัย (SPALI): 31,818 ล้านบาท (ลดลง 10%)
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH): 30,170 ล้านบาท (ลดลง 18%)
พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH): 26,132 ล้านบาท (ลดลง 9%)
เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC): 24,487 ล้านบาท
ยูนิเวนเจอร์ (UV): 17,672 ล้านบาท
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT): 16,169 ล้านบาท
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI): 15,157 ล้านบาท (ลดลง 4%)
สิงห์ เอสเตท (S): 15,066 ล้านบาท

การวิเคราะห์รายได้จากการขาย: ตัวชี้วัดที่สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก

การพิจารณารายได้รวมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการประเมินศักยภาพที่แท้จริงของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากรายได้รวมอาจมีการผสมผสานจากแหล่งรายได้อื่นๆ นอกเหนือจากการขายอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น การวิเคราะห์รายได้จากการขาย (Sales Revenue) โดยตรงจึงเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญยิ่งกว่า เพื่อสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการพัฒนาและขาย บ้านพร้อมอยู่ และ คอนโดมิเนียม

เมื่อพิจารณาเฉพาะรายได้จากการขายของทั้ง 41 บริษัท พบว่ามีรายได้รวมอยู่ที่ 268,460 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้จากการขายรวม 299,979 ล้านบาท และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ มีถึง 30 จาก 41 บริษัท (คิดเป็นกว่า 73%) ที่มีรายได้จากการขายลดลงจากปีก่อนหน้า

บริษัทที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในส่วนของรายได้จากการขาย ได้แก่ Raimon Land (RML) ที่รายได้จากการขายลดลงถึง -78%, L.P.N. Development (LPN) ลดลงเกือบ -40% และที่น่าตกใจคือ Land and Houses (LH) ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ มีรายได้จากการขายลดลงถึง -38% แม้แต่ AP (Thailand) (AP) ซึ่งเป็นผู้นำในตลาด อสังหาริมทรัพย์สำหรับคนเมือง ก็ยังมีรายได้จากการขายลดลงเล็กน้อยที่ -2%

การที่บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งเผชิญกับรายได้จากการขายที่ลดลงนี้ ชี้ให้เห็นถึงสภาวะตลาดที่ท้าทายอย่างแท้จริง และน่าสังเกตว่า ในกลุ่ม Top 10 บริษัทที่มีรายได้จากการขายสูงสุด มีถึง 8 บริษัทที่รายงานว่ารายได้จากการขายลดลงจากปี 2565 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการรักษาฐานยอดขายในช่วงปีที่ผ่านมา

AP (Thailand) ครองความเป็นที่หนึ่งด้านรายได้จากการขาย

แม้จะเผชิญกับรายได้รวมที่ลดลงเล็กน้อย แต่ AP (Thailand) (AP) ก็สามารถกลับมายืนหนึ่งในตำแหน่งผู้นำด้านรายได้จากการขาย ด้วยตัวเลข 36,927 ล้านบาท โดยแซงหน้า Sansiri (SIRI) ซึ่งมีรายได้จากการขาย 32,829 ล้านบาท ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 อย่างเฉียดฉิว Sansiri เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่มีรายได้จากการขายเติบโตขึ้นถึง 7% Supalai (SPALI) ยังคงรักษาตำแหน่งที่แข็งแกร่งไว้ได้ในอันดับที่ 3 ด้วยรายได้จากการขาย 30,836 ล้านบาท

SC Asset Corporation (SC) ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยการก้าวขึ้นมาติด Top 5 ด้วยรายได้จากการขาย 23,370 ล้านบาท และเป็นอีกบริษัทที่มีรายได้เติบโตในแดนบวกถึง 13% Pruksa Holding (PSH) รั้งอันดับที่ 5 ด้วยรายได้จากการขายรวม 22,357 ล้านบาท

สำหรับ 10 อันดับแรกของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้จากการขายสูงสุดในปี 2566 มีดังนี้:

เอพี (ไทยแลนด์) (AP): 36,927 ล้านบาท
แสนสิริ (SIRI): 32,829 ล้านบาท (เติบโต 7%)
ศุภาลัย (SPALI): 30,836 ล้านบาท
เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC): 23,370 ล้านบาท (เติบโต 13%)
พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH): 22,357 ล้านบาท
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH): 18,966 ล้านบาท (ลดลง 38%)
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT): 10,019 ล้านบาท
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI): 8,840 ล้านบาท (ลดลง 24%)
ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH): 7,619 ล้านบาท
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF): 7,171 ล้านบาท

อีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ Central Pattana (CPN) ซึ่งเริ่มเก็บเกี่ยวผลจากการลงทุนในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง ในปี 2566 CPN มีรายได้จากการขาย 5,835 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 103% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้จากการขาย 2,870 ล้านบาท การเติบโตนี้สะท้อนถึงศักยภาพของ CPN ในการขยายธุรกิจ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร

กำไรสุทธิ: ตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริง

แม้ว่ายอดขายจะมีความสำคัญ แต่ท้ายที่สุดแล้ว “กำไร” คือตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริงของธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ในปี 2566 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 41 แห่ง มีกำไรสุทธิรวมกัน 44,165 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลง 11% จากปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิรวม 49,602 ล้านบาท

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ มีถึง 12 บริษัทที่รายงานผลประกอบการขาดทุน และบางบริษัทขาดทุนต่อเนื่องมา 3-4 ปี นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 และยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ นอกจากนี้ กว่า 20 บริษัทจาก 41 แห่ง มีกำไรลดลงเมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านต้นทุนและกำลังซื้อที่อ่อนแอ

Land and Houses ผงาดผู้นำกำไรสูงสุด จากปัจจัยพิเศษ

Land and Houses (LH) สามารถกลับมายืนหนึ่งในตำแหน่งผู้ทำกำไรสูงสุดในปี 2566 ด้วยกำไรสุทธิ 7,495 ล้านบาท แม้จะมีรายได้จากการขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่กำไรของ LH ในปีนี้ได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการขายโรงแรม 2 แห่งเข้ากองทุน ซึ่งสร้างกำไรพิเศษถึง 2,500 ล้านบาท หากไม่มีรายการพิเศษนี้ Supalai (SPALI) ซึ่งมีกำไรสุทธิ 6,083 ล้านบาท คงจะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้อย่างไม่ยากเย็น

AP (Thailand) (AP) รั้งอันดับที่ 3 ด้วยกำไรสุทธิ 6,054 ล้านบาท โดยเฉือน Supalai ไปอย่างเฉียดฉิว Sansiri (SIRI) ทำผลงานด้านกำไรได้อย่างโดดเด่น ด้วยกำไรสุทธิ 5,846 ล้านบาท และมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 42% Origin Property (ORI) มาในอันดับที่ 5 ด้วยกำไรสุทธิ 3,160 ล้านบาท แม้กำไรจะลดลงจากปีก่อนหน้าถึง -25%

สำหรับ 10 อันดับแรกของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถทำกำไรได้สูงสุดในปี 2566 มีดังนี้:

แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH): 7,495 ล้านบาท (มีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์)
ศุภาลัย (SPALI): 6,083 ล้านบาท
เอพี (ไทยแลนด์) (AP): 6,054 ล้านบาท
แสนสิริ (SIRI): 5,846 ล้านบาท (เติบโต 42%)
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI): 3,160 ล้านบาท (ลดลง 25%)
เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC): 2,525 ล้านบาท
ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH): 2,503 ล้านบาท
พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH): 2,339 ล้านบาท
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT): 1,865 ล้านบาท
เซ็นทรัลพัฒนา (CPN): 1,610 ล้านบาท (ประมาณการจากกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ 1,975 ล้านบาท)

บทสรุปและแนวโน้มสำหรับปี 2567

ข้อมูลผลประกอบการของ 41 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ Property Mentor ได้รวบรวมมานี้ ชี้ให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่า ปี 2566 เป็นปีแห่งความท้าทายสำหรับ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของรายได้จากการขาย ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอและปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค

สำหรับปี 2567 คาดการณ์ว่าจะเป็นอีกปีที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และความผันผวนของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ บริษัทที่มีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม จะเป็นผู้ที่สามารถอยู่รอดและเติบโตได้

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามความเคลื่อนไหวในวงการนี้อย่างใกล้ชิด ดิฉันเชื่อว่ายังมีโอกาสสำหรับนักลงทุนและผู้ที่กำลังมองหา อสังหาริมทรัพย์คุณภาพ ในตลาดไทย บริษัทที่สามารถปรับตัวเข้ากับเทรนด์ อสังหาริมทรัพย์ยั่งยืน และ เทคโนโลยีในอสังหาริมทรัพย์ จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

หากคุณกำลังมองหาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพ หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสและความสำเร็จในอนาคตของวงการ อสังหาริมทรัพย์ไทย ไปด้วยกัน

Previous Post

น้องไปป์ นำความคิดถึง-ความห่วงใยจาก ยิ่งลักษณ์ ส่งตรงถึง ทักษิณ รับห่วงคุณลุงทุกอย่าง แต่ลุงเป็นคนเข้มแข็งและเป็นนักสู้

Next Post

วิโรจน์ ลุยช่วยผู้สมัคร สส.สุโขทัย ชูเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 1,000 บาทต่อเดือน คุมสินค้าเกษตรนำเข้า ตีตลาดไทย

Next Post
วิโรจน์ ลุยช่วยผู้สมัคร สส.สุโขทัย ชูเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 1,000 บาทต่อเดือน คุมสินค้าเกษตรนำเข้า ตีตลาดไทย

วิโรจน์ ลุยช่วยผู้สมัคร สส.สุโขทัย ชูเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 1,000 บาทต่อเดือน คุมสินค้าเกษตรนำเข้า ตีตลาดไทย

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • “ธรรมนัส” หาเสียงเชียงใหม่ ชูสโลแกน “ของเก่าไม่เอา-เอาของใหม่”
  • ธนกร ลั่น “สมบัติพ่อเฒ่า” คือ ‘อนุทิน’ ไม่อยากอยู่ดักดาน อย่าเชื่อสีฟ้า ขอคนนครฯ เลือกภท
  • นาทีระทึก สุนัขจรจัดวิ่งตัดหน้า ไรเดอร์เบรกสุดตัว สุดท้ายรถล้มกลิ้ง เกือบถูกรถเก๋งสวนชนซ้ำ
  • สาวผวา “ดวงไฟประหลาด” ลอยวูบวาบคืนวันโกน-วันพระ ไม่กล้าออกบ้านช่วงกลางคืน
  • “เท้ง-ทิม” ปราศรัยใหญ่สุพรรณบุรี ชวนกาส้ม 2 ใบ มั่นใจทำได้ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มาแน่นอน

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.