เรื่องราวสุดแปลกแต่เป็นเรื่องจริงของมหาเศรษฐีชาวอังกฤษวัย 79 ปีที่กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก หลังจากที่เขาออกมายืนยันความตั้งใจเดิมที่ทำมาอย่างต่อเนื่องนั่นคือการประกาศหาภรรยาที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปีเพื่อมาทำหน้าที่ผลิตทายาทสืบสกุล โดยเฉพาะลูกชายที่จะมาเป็นผู้รับมรดกมหาศาลที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานนับสิบปีและความพยายามที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2008 จะยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวังไว้ แต่เขายังคงไม่ลดละความพยายามและพร้อมที่จะมอบชีวิตที่หรูหราสุขสบายระดับโลกให้แก่ผู้หญิงที่ตรงตามคุณสมบัติที่เขาต้องการอย่างครบถ้วนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินตลอดชีวิตของเธอและครอบครัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
เกณฑ์การคัดเลือกภรรยาของเขานั้นค่อนข้างเฉพาะเจาะจงและเคร่งครัดเป็นอย่างยิ่ง นอกจากเรื่องอายุที่ต้องไม่เกิน 30 ปีแล้ว เขายังเน้นย้ำถึงสุขภาพที่แข็งแรงและความพร้อมในการมีบุตรทันที เนื่องจากตัวเขามีอายุที่มากขึ้นทุกวัน ความกดดันเรื่องเวลาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาต้องเร่งมือหาคู่ชีวิตคนใหม่ เรื่องนี้ได้รับความสนใจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ โดยบางส่วนมองว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่เขาสามารถทำได้ด้วยฐานะที่มั่งคั่งมหาศาล ในขณะที่บางส่วนตั้งคำถามถึงศีลธรรมและเป้าหมายที่แท้จริงของการสร้างครอบครัวในวัยที่เข้าสู่ช่วงท้ายของชีวิตและความเหมาะสมในเชิงสังคมที่อาจส่งผลต่อเด็กที่จะเกิดมาในอนาคตที่ต้องเติบโตมาโดยมีพ่อที่อายุห่างกันมากเกินไปซึ่งอาจส่งผลต่อการเลี้ยงดูและการสื่อสารระหว่างวัยที่ต่างกันเกือบห้าสิบปี
ทรัพย์สินที่รอให้ทายาทมาสืบทอดนั้นครอบคลุมทั้งอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมในหลายประเทศ ธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม และเงินสดมูลค่ามหาศาล ทำให้การประกาศหาภรรยาครั้งนี้เปรียบเสมือนการคัดเลือกผู้โชคดีที่จะได้เข้าสู่โลกแห่งความร่ำรวยเพียงชั่วข้ามคืน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่มหาเศรษฐีท่านนี้ต้องเผชิญไม่ใช่แค่การหาคนที่ต้องการเงินทอง แต่คือการหาคนที่จะสามารถมอบ “ลูกชาย” ที่สมบูรณ์แบบให้แก่เขาได้ตามที่วาดฝันไว้ ซึ่งยังคงเป็นปริศนาต่อไปว่าสุดท้ายแล้วเขาจะพบคนคนนั้นหรือไม่ก่อนที่เวลาของเขาจะหมดลงในขณะที่เขายังคงมีเรี่ยวแรงและกำลังทรัพย์เพียงพอในการสร้างอนาคตใหม่ให้กับตระกูลของเขา ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมดั้งเดิมเรื่องการมีทายาทสืบสกุลที่ฝังรากลึกแม้ในสังคมตะวันตกที่เปลี่ยนไปมากแล้วในปัจจุบันและการใช้ความมั่งคั่งเพื่อเอาชนะอุปสรรคทางธรรมชาติ
บทสรุปแห่งปี 2566: การปรับกลยุทธ์และผู้ชนะที่แท้จริงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในแวดวงอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ปี 2566 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปถือเป็นช่วงเวลาแห่งการทดสอบที่เข้มข้นสำหรับผู้ประกอบการทุกรายในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งโดยรวมแล้วต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ แม้จะมีโมเมนตัมที่น่าจะดีต่อเนื่องมาจากปี 2565 แต่ทิศทางของตลาดกลับพลิกผันสู่ภาวะชะลอตัวตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ และต่อเนื่องยาวนานจนถึงปลายปี แม้แต่ช่วงเวลาแห่งการจับจ่ายใช้สอยที่สำคัญอย่างไตรมาส 4 ก็ยังไม่สามารถจุดประกายการฟื้นตัวได้อย่างที่หวัง ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปี 2567 ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
Property Mentor ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 41 แห่ง เพื่อประเมินผลการดำเนินงานในปี 2566 ที่ผ่านมา ว่าแต่ละบริษัทสามารถปรับตัวและรับมือกับสภาวะตลาดที่ผันผวนนี้ได้อย่างไร และใครคือผู้ที่สามารถยืนหยัดและสร้างผลงานโดดเด่นได้อย่างแท้จริง
ภาพรวมรายได้: การหดตัวเล็กน้อยแต่กระจายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
โดยรวมแล้ว ในปี 2566 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 41 แห่ง สามารถสร้างรายได้รวมกันได้ทั้งสิ้น 371,560 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงเล็กน้อยประมาณ 1.2% เมื่อเทียบกับรายได้รวม 376,141 ล้านบาทในปี 2565 อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ในระดับรายบริษัทเผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจยิ่งขึ้น นั่นคือ มีถึง 25 จาก 41 บริษัทที่มีรายได้รวมลดลง ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงกดดันที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง
บริษัทที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในแง่ของรายได้รวมที่ติดลบในระดับสูง ได้แก่ L.P.N. Development (LPN), Eastern Star Real Estate (ESTAR) และ Country Group Development (CGD) ซึ่งมีรายได้รวมลดลงถึงประมาณ 28% นอกจากนี้ Raimon Land (RML) ก็ประสบปัญหาเช่นกัน ด้วยรายได้ที่ลดลงถึง 26% ตามมาด้วย Lalin Property (LPH) ที่ -23%, Major Development (MD) ที่ -22% และ Siamese Asset (SA) ที่ -21%
แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง Land and Houses (LH) ก็ยังมีรายได้รวมติดลบถึง 18% ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ในกลุ่ม 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ทำรายได้รวมสูงสุดในปี 2566 มีถึง 5 บริษัทที่รายได้รวมลดลงจากปีก่อนหน้า นอกเหนือจาก Land and Houses แล้ว ยังมี AP (Thailand) (AP) ที่มีรายได้รวมลดลงเล็กน้อยไม่ถึง 1% นอกจากนี้ Supalai (SPALI) ทำรายได้รวมลดลง 10%, Pruksa Holding (PSH) ที่ -9% และ Origin Property (ORI) ซึ่งมีรายได้รวมลดลงประมาณ 4%
การจัดอันดับ 10 บริษัทอสังหาฯ รายได้รวมสูงสุด: แสนสิริ ยังคงครองบัลลังก์
สำหรับ 10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้รวมสูงสุดในปี 2566 มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจดังนี้:
แสนสิริ (SIRI): 39,082 ล้านบาท (เติบโต 12%)
เอพี (ไทยแลนด์) (AP): 38,399 ล้านบาท
ศุภาลัย (SPALI): 31,818 ล้านบาท
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH): 30,170 ล้านบาท
พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH): 26,132 ล้านบาท
เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC): 24,487 ล้านบาท
ยูนิเวนเจอร์ (UV): 17,672 ล้านบาท
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT): 16,169 ล้านบาท
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI): 15,157 ล้านบาท
สิงห์ เอสเตท (S): 15,066 ล้านบาท
รายได้จากการขาย: ตัวชี้วัดที่แท้จริงของศักยภาพการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การวัดผลการดำเนินงานที่แท้จริงของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ควรพิจารณาจาก รายได้จากการขาย เป็นหลัก เนื่องจากรายได้รวมของบางบริษัทอาจมาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ การขายสินทรัพย์ หรือแหล่งรายได้อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานหลักโดยตรง หากเราพิจารณาเฉพาะรายได้จากการขาย โฉมหน้าของ 10 อันดับแรกจะมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ
ในภาพรวม 41 บริษัท สามารถสร้างรายได้จากการขายรวมกันได้ 268,460 ล้านบาท ซึ่งลดลงประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้จากการขายรวม 299,979 ล้านบาท และมีถึง 30 จาก 41 บริษัทที่มีรายได้จากการขายลดลง
บริษัทที่ประสบปัญหาหนักในส่วนของรายได้จากการขาย ได้แก่ Raimon Land (RML) ซึ่งมีรายได้ลดลงถึง 78%, L.P.N. Development (LPN) ที่รายได้ขายลดลงเกือบ 40% และที่น่าตกใจคือ Land and Houses (LH) ที่มีรายได้จากการขายลดลงถึง 38% แม้แต่ AP (Thailand) (AP) ที่เป็นผู้นำในด้านรายได้จากการขาย ก็ยังคงมีรายได้จากการขายลดลงเล็กน้อยที่ 2% เป็นที่น่าสังเกตว่า ในกลุ่ม 10 บริษัทที่มีรายได้จากการขายสูงสุด มีถึง 8 บริษัทที่มีรายได้จากการขายลดลงจากปีก่อนหน้า
10 อันดับบริษัทอสังหาฯ รายได้จากการขายสูงสุด: AP (Thailand) ผงาดขึ้นนำ
สำหรับ 10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้จากการขายสูงสุดในปี 2566 มีดังนี้:
เอพี (ไทยแลนด์) (AP): 36,927 ล้านบาท
แสนสิริ (SIRI): 32,829 ล้านบาท (เติบโต 7%)
ศุภาลัย (SPALI): 30,836 ล้านบาท
เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC): 23,370 ล้านบาท (เติบโต 13%)
พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH): 22,357 ล้านบาท
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH): 18,966 ล้านบาท
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT): 10,019 ล้านบาท
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI): 8,840 ล้านบาท (ลดลง 24%)
ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH): 7,619 ล้านบาท
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF): 7,171 ล้านบาท
นอกจากนี้ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ถือเป็นอีกบริษัทที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ด้วยการเติบโตของรายได้จากการขายอย่างก้าวกระโดดถึง 103% ในปี 2566 ทำรายได้จากการขายได้ 5,835 ล้านบาท จาก 2,870 ล้านบาทในปี 2565 ซึ่งสะท้อนถึงการเก็บเกี่ยวผลสำเร็จจากการลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง
กำไรสุทธิ: ผู้ชนะที่แท้จริงคือผู้ที่ทำกำไรได้สม่ำเสมอ
แม้การสร้างรายได้จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ท้ายที่สุดแล้ว กำไรสุทธิ คือตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน การควบคุมค่าใช้จ่าย และความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริงของบริษัท ในปี 2566 ทั้ง 41 บริษัท สามารถทำกำไรสุทธิรวมกันได้ 44,165 ล้านบาท ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิรวม 49,602 ล้านบาท โดยมีมากกว่า 12 บริษัทที่ประสบภาวะขาดทุน บางบริษัทขาดทุนต่อเนื่องมาถึง 3-4 ปี ตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และกว่า 20 บริษัทมีกำไรสุทธิลดลงจากปีก่อนหน้า
10 อันดับบริษัทอสังหาฯ กำไรสุทธิสูงสุด: Land and Houses แชมป์ปีนี้ แม้รายได้ลดลง
สำหรับ 10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถทำกำไรสุทธิสูงสุดในปี 2566 มีดังนี้:
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH): 7,495 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญ: การรับรู้กำไรจากการขายโรงแรม 2 แห่งให้กับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ มูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิสูง แม้รายได้รวมจะลดลง
ศุภาลัย (SPALI): 6,083 ล้านบาท
เอพี (ไทยแลนด์) (AP): 6,054 ล้านบาท
แสนสิริ (SIRI): 5,846 ล้านบาท (เติบโต 42%)
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI): 3,160 ล้านบาท (ลดลง 25%)
เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC): 2,525 ล้านบาท
ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH): 2,503 ล้านบาท
พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH): 2,339 ล้านบาท
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT): 1,865 ล้านบาท
เซ็นทรัลพัฒนา (CPN): 1,610 ล้านบาท (ประมาณการจากกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ 1,975 ล้านบาท)
แนวโน้มและโอกาส: กลยุทธ์การอยู่รอดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2567
ผลการดำเนินงานของ 41 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ Property Mentor ได้รวบรวมมานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยมหภาคต่างๆ ที่มีผลต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง, ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน, และความไม่แน่นอนทางการเมือง
ปี 2567 คาดการณ์ว่าจะเป็นอีกปีที่ยากลำบากสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่ บริษัทที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว มีกลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำเสนอบริการและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบันได้อย่างตรงจุด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน จะเป็นกลุ่มที่สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความท้าทายนี้ไปได้
สำหรับบริษัทที่ต้องการ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์อสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการ วิเคราะห์ศักยภาพการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย หรือมองหา บริการที่ปรึกษาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโอกาสและความท้าทายในปี 2567 และปีต่อๆ ไป อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา เพื่อร่วมกันสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย.

