บรรยากาศการเมืองในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยกลับมาเดือดพล่านอีกครั้ง เมื่อพรรคเพื่อไทยนำโดย “หนุ่มยศ” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีดาวรุ่ง พร้อมด้วยรุ่นใหญ่ผู้นำบารมีอย่าง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ลงพื้นที่อำเภอสวรรคโลกเพื่อเปิดเวทีปราศรัยใหญ่พบปะพี่น้องประชาชน การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่พรรคเพื่อไทยต้องการตอกย้ำความเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมและแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าในพรรค โดยนายยศชนันได้ขึ้นเวทีกล่าวคำปราศรัยที่กินใจประชาชนด้วยการฝากตัวเป็น “ลูกหลานคนสุโขทัย” เนื่องจากมีสายเลือดและความผูกพันกับพื้นที่นี้มาอย่างยาวนาน พร้อมอ้อนวอนขอโอกาสจากพ่อแม่พี่น้องชาวสวรรคโลกให้ไว้วางใจเลือกพรรคเพื่อไทยแบบยกจังหวัดทั้ง 4 เขต เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายที่ไร้รอยต่อ
ทางด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งเป็นเจ้าของฐานเสียงที่เหนียวแน่นในสุโขทัย ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่คนสุโขทัยต้องเลือกพรรคเพื่อไทยเพื่อให้ได้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการงบประมาณลงสู่พื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำและราคาพืชผลทางการเกษตรซึ่งเป็นหัวใจหลักของคนในจังหวัด การควงคู่กันปราศรัยในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจและความไว้ใจที่พรรคเพื่อไทยมีต่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีรุ่นใหม่อย่างนายยศชนัน ซึ่งสามารถสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ดี ในขณะที่ยังคงรักษารากฐานเดิมที่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ผ่านบารมีของนายสมศักดิ์ ทำให้เวทีปราศรัยที่สวรรคโลกในครั้งนี้มีประชาชนหลั่งไหลมารับฟังอย่างมืดฟ้ามัวดิน
นอกจากนี้ บนเวทีปราศรัยยังได้มีการชูจุดแข็งเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมจังหวัดสุโขทัยจากเมืองผ่านให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวและเกษตรกรรมชั้นนำ นายยศชนันย้ำว่าการเลือกเพื่อไทยทั้ง 4 เขตไม่ใช่แค่การเลือกผู้แทน แต่เป็นการเลือคอนาคตของคนสุโขทัยที่จะมีปากเสียงในคณะรัฐมนตรีอย่างมีน้ำหนัก การรุกหนักในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการเตรียมความพร้อมสู่ศึกเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้ากวาดที่นั่งแบบแลนด์สไลด์เพื่อสกัดกั้นขั้วอำนาจอื่นไม่ให้แทรกแซงพื้นที่สำคัญที่เป็นเสมือนหัวใจของพรรคได้อีกต่อไป ความมั่นใจและความคึกคักบนเวทีปราศรัยสวรรคโลกจึงกลายเป็นประเด็นที่คนการเมืองต้องจับตามองอย่างไม่กระพริบตาว่าพรรคเพื่อไทยจะทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้สำเร็จหรือไม่
อสังหาริมทรัพย์ไทย ครึ่งปีแรก 2568: รายได้และกำไร ดิ่งวูบ ชี้วิกฤต “ความกลัวหนี้” กระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยมากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวัฏจักรขึ้นลงของตลาดมาหลายต่อหลายครั้ง แต่สิ่งที่ปรากฏในงบการเงินของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ 40 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน) นั้น เป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึง แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่รายได้รวมลดลงถึง 15.21% และกำไรสุทธิร่วงกราวถึง 37.17% โดยมีถึง 18 บริษัทที่ประกาศผลประกอบการขาดทุน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางการเงิน แต่คือภาพสะท้อนอันชัดเจนของสภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่
“ความกลัวหนี้” บั่นทอนกำลังซื้อ: ปัจจัยรากเหง้าที่กดดันตลาดอสังหาริมทรัพย์
หากมองลึกลงไป ปรากฏการณ์นี้มีต้นตอมาจากความกังวลที่ฝังรากลึกในจิตใจของผู้บริโภคชาวไทย สภาวะเศรษฐกิจที่รายได้เติบโตช้า ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับที่ “แพง” ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ลังเลที่จะก่อหนี้สินก้อนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งโดยปกติแล้วถือเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ การเลื่อนการตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมออกไปอย่างไม่มีกำหนดนี้ ส่งผลโดยตรงต่อ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่กำลังเผชิญกับการชะลอตัวอย่างน่าใจหาย
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่หดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ยอดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว จนนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงค้างและโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่ประเมินมูลค่ารวมสูงถึง 725,404.57 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.89% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงผิดปกติในภาวะที่ควรจะมีการระบายสต็อกได้ดีกว่านี้
ภาพรวมผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 2568: ตัวเลขที่สะท้อนความจริง
ข้อมูลจาก LWS Wisdom บริษัทวิจัยในเครือ แอล.พี.เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เผยแพร่ภาพรวมที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ผลประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทย ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ดังนี้:
รายได้รวม: 131,217.08 ล้านบาท ลดลง 15.21%
กำไรสุทธิ: 8,369.92 ล้านบาท ลดลง 37.17%
บริษัทที่ขาดทุน: 18 บริษัท
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ทำรายได้สูงสุด (ม.ค.-มิ.ย. 2568):
เอพี ไทยแลนด์: 17,786.61 ล้านบาท (ลดลง 0.33%)
แสนสิริ: 15,677.66 ล้านบาท (ลดลง 19.44%)
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์: 12,107.57 ล้านบาท (ลดลง 17.77%)
ศุภาลัย: 10,667.34 ล้านบาท (ลดลง 16.70%)
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย): 10,336.18 ล้านบาท (ลดลง 0.77%)
เอสซี แอสเสท: 7,891.04 ล้านบาท (ลดลง 8.77%)
สิงห์ เอสเตท: 6,947.38 ล้านบาท (ลดลง 12.18%)
พฤกษา โฮลดิ้ง: 6,944.37 ล้านบาท (ลดลง 29.59%)
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้: 4,998.72 ล้านบาท (ลดลง 24.83%)
พราว เรียล เอสเตท: 3,773.78 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 111.52%) – เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ท่ามกลางภาพรวมที่ซบเซา
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ทำกำไรสูงสุด (ม.ค.-มิ.ย. 2568):
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
แสนสิริ
เอพี ไทยแลนด์
ศุภาลัย
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย)
ควอลิตี้ เฮ้าส์
เอสซี แอสเสท
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้
แอสเซท ไวส์
แกรนด์ ยูนิตี้ (จี แลนด์)
หมายเหตุ: ตัวเลขรายได้และกำไรของบริษัทที่ติดอันดับ Top 10 อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูลและวิธีการคำนวณที่แตกต่างกัน
สินค้าคงค้าง ณ สิ้น 6 เดือนแรกปี 2568:
มูลค่ารวมของสินค้าคงค้าง (Inventory) และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา (Work-in-progress) ของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ข้างต้น อยู่ที่ 725,404.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.89%
การปรับกลยุทธ์เพื่อประคองธุรกิจ: มุมมองจากผู้บริหาร
คุณประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2568 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวและฟื้นตัวในระยะต่อไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งทบทวนและปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดในภาวะวิกฤติ และเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งเมื่อสภาวะเอื้ออำนวย
อสังหาริมทรัพย์: ดัชนีวัดสุขภาพเศรษฐกิจไทย
ภาคอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์หลัก” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และยังเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งภาคการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนภาคการเงิน การที่รายได้และกำไรของผู้ประกอบการชะลอตัวลง ควบคู่ไปกับปริมาณสินค้าคงค้างที่เพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของภาวะ “ความไม่มั่นใจ” ในกำลังซื้อและศักยภาพในการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน
แนวโน้มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และความท้าทายในปี 2568
แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะยังไม่ใช่สัญญาณวิกฤตเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ แต่ก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด หากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและกำลังซื้อไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์อาจส่งแรงกดดันต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
สำหรับนักลงทุนที่มองหา โอกาสลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไทย ในปี 2568 นี้ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเชิงลึก การประเมินศักยภาพของทำเล การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และการติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย จะเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจ การมองหา คอนโดมิเนียมกรุงเทพ หรือ บ้านจัดสรรกรุงเทพ ที่มีราคาเหมาะสมกับกำลังซื้อ และโครงการที่มีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี จะยังคงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ
นอกจากนี้ เทรนด์ของ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่ตอบโจทย์เทรนด์สังคมสูงวัย (Silver Age) หรือ อสังหาริมทรัพย์พร้อมอยู่ ที่ไม่ต้องรอการสร้างนาน จะได้รับความสนใจมากขึ้น ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวและนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของตลาดในช่วงเวลานี้ จะเป็นผู้ที่สามารถผ่านพ้นวิกฤติและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน
ทิศทางอนาคต: การปรับตัวสู่ความยั่งยืน
ในมุมมองของผม การพลิกฟื้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 และต่อเนื่องไปถึงปี 2569 จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ภาคสถาบันการเงินในการปรับเงื่อนไขสินเชื่อให้เอื้ออำนวยต่อผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยจริง และที่สำคัญที่สุดคือ ภาคผู้ประกอบการที่ต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว
การสร้างสรรค์ โครงการที่อยู่อาศัย ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการการเงินที่รัดกุม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การให้ความสำคัญกับการพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ราคาประหยัด ที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับคนกลุ่มใหญ่ ก็เป็นอีกหนึ่งทิศทางที่น่าจับตามอง
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนมองหา บ้านเดี่ยว กรุงเทพ หรือ คอนโดพร้อมอยู่ การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน การเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายโครงการ และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทายนี้
สรุป:
สถานการณ์ รายได้และกำไรอสังหาริมทรัพย์ไทย ในครึ่งปีแรกของปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ภาคส่วนนี้กำลังเผชิญ โดยมี “ความกลัวหนี้” เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่เข้าใจถึงพลวัตของตลาด ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และสามารถนำเสนอมูลค่าที่แท้จริงให้กับผู้บริโภค จะเป็นผู้ที่สามารถคว้าชัยในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้
หากท่านกำลังมองหาโอกาสหรือต้องการคำแนะนำเชิงลึกเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย หรือต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2568-2569 อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อร่วมหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเป้าหมายของท่าน.

