ท่ามกลางกระแสข่าวลือและการร้องเรียนเรื่องการทุจริตเลือกตั้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดถึงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กกต.จว.) ทั่วประเทศ ให้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและปราบปรามการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งปี 2569 โดยนายแสวงย้ำว่า ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาความสงบเรียบร้อยตามหน้าที่เท่านั้น แต่เป็นการทำงานเพื่อ “กู้เกียรติและศักดิ์ศรี” ของ กกต. ให้กลับคืนมาในสายตาประชาชน หลังจากที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงประสิทธิภาพในการตรวจสอบความโปร่งใสในช่วงที่ผ่านมา นายแสวงต้องการให้เจ้าหน้าที่ทุกคนแสดงให้เห็นว่า กกต. มีเขี้ยวเล็บและสามารถจัดการกับผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งได้อย่างเด็ดขาด
มาตรการด่วนที่สั่งการลงไปนั้นครอบคลุมตั้งแต่การประสานงานกับชุดเคลื่อนที่เร็วและเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อเข้าตรวจสอบจุดเสี่ยงที่ได้รับรายงานว่ามีการแจกเงินหรือสิ่งของเพื่อจูงใจผู้เลือกตั้ง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการรวบรวมหลักฐานและรับแจ้งเบาะแสจากประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน “ตาสับปะรด” นายแสวงเน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดว่า “ต้องจับให้ได้” แม้จะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานว่าการซื้อเสียงเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย และผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะต้องได้รับโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุด ทั้งโทษจำคุก ปรับเงิน และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือ “ใบแดง” ซึ่งจะส่งผลถึงขั้นยุบพรรคการเมืองหากพบว่ามีความเชื่อมโยงกับกรรมการบริหารพรรค
นอกจากนี้ เลขาธิการ กกต. ยังได้กล่าวถึงความกดดันจากสังคมที่คาดหวังจะเห็นการเลือกตั้งที่สะอาดและเที่ยงธรรม โดยระบุว่า กกต. จะไม่ปล่อยให้กลุ่มอิทธิพลหรือเม็ดเงินนอกระบบมาครอบงำเจตนารมณ์ของประชาชนได้ การสั่งการครั้งนี้ถือเป็นการประกาศสงครามกับขบวนการซื้อเสียงอย่างเป็นทางการ โดย กกต. ได้เตรียมความพร้อมของทีมกฎหมายเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานอย่างรวดเร็วและรอบคอบ เพื่อให้สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ทันท่วงที ท่าทีที่แข็งกร้าวของนายแสวงในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการปฏิรูปกระบวนการทำงานขององค์กรอิสระ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สมัครและประชาชนว่า ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาในวันที่ 25 มกราคมนี้ จะมาจากเสียงบริสุทธิ์ของคนไทยอย่างแท้จริง
วิเคราะห์ผลประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2567: กลยุทธ์ ‘ลักซ์ชัวรี’ และ ‘ท่องเที่ยว’ ขับเคลื่อนตลาด
บทนำ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวัฏจักรของตลาดที่ผันผวน ซับซ้อน และเต็มไปด้วยความท้าทายมาโดยตลอด ปี 2567 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงไม่แน่นอน กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจชะลอตัวลง และต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายเหล่านั้น เรายังคงได้เห็นความแข็งแกร่งและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสผ่านกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ซึ่ง “พลัส พร็อพเพอร์ตี้” ในฐานะผู้นำด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ได้ทำการวิจัยและเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจยิ่งเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของ 10 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
การวิเคราะห์นี้จะพาคุณเจาะลึกถึงตัวเลขรายได้ กำไรสุทธิ และกลยุทธ์เบื้องหลังความสำเร็จ (หรือความท้าทาย) ของบริษัทชั้นนำเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ “แสนสิริ”, “เอพี (ไทยแลนด์)”, และ “ศุภาลัย” สามารถครองสามอันดับแรกด้านรายได้สูงสุดได้อย่างไร พร้อมทั้งสำรวจปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 นี้
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2567: ความท้าทายและโอกาสที่ต้องจับตา
แม้ว่าภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2567 จะยังคงเผชิญกับสภาวะที่ท้าทายอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือการที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายแห่งสามารถบริหารจัดการผลการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยกลยุทธ์ที่ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในกลยุทธ์ที่โดดเด่นและกลายเป็นแนวทางหลักของผู้ประกอบการชั้นนำตั้งแต่ปี 2567 และยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน คือ การขยายการลงทุนในโครงการระดับลักซ์ชัวรี่ (Luxury Real Estate Thailand) กลุ่มตลาดนี้มีความต้องการที่แข็งแกร่งจากผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมองหาที่อยู่อาศัยที่สะท้อนถึงรสนิยม ความหรูหรา และการใช้ชีวิตที่เหนือระดับ การเจาะตลาดกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ที่สูง แต่ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์และความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระยะยาว
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เข้ามาช่วยส่งเสริมให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมีการขยายตัวอย่างน่าสนใจ คือ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว การกลับมาของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สร้างอานิสงส์โดยตรงต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในทำเลศักยภาพที่ถือเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว อาทิ ภูเก็ต อสังหาฯ พัทยา คอนโดเชียงใหม่ และ อสังหาฯ ขอนแก่น ทำเลเหล่านี้ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของการซื้อเพื่ออยู่อาศัย การลงทุนเพื่อปล่อยเช่า หรือแม้แต่การซื้อเพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศ
ผมมองว่าความสำเร็จของผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่ได้มาจากการมองข้ามความท้าทาย แต่มาจากการเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงพลวัตของตลาด การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และการปรับตัวอย่างรวดเร็ว นี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่เพียงแค่ยืนหยัดอยู่ได้ แต่ยังสามารถเติบโตต่อไปได้ในสภาวะที่การแข่งขันสูง
เจาะลึก 10 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่: กลยุทธ์และผลประกอบการ ปี 2567
รายงานผลการดำเนินงานของ “พลัส พร็อพเพอร์ตี้” เผยให้เห็นภาพรวมของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการภายใต้สภาวะตลาดที่หลากหลาย ดังนี้
แสนสิริ: ผู้นำอันดับหนึ่งด้วยรายได้รวม 39,205 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,253 ล้านบาท
แม้ว่ากำไรสุทธิจะลดลง 13.3% จากปีก่อนหน้า แต่แสนสิริยังคงรักษาการเติบโตของรายได้ไว้ได้ที่ 2% ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง กลยุทธ์หลักอยู่ที่การปรับพอร์ตโฟลิโอเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าตลาดพรีเมียม-ลักซ์ชัวรี่ รวมถึงการขยายโครงการใน Strategic Locations ในเมืองท่องเที่ยวหลักที่มีศักยภาพ การเติบโตของยอดขายและยอดโอนบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมสอดคล้องกัน ขณะที่คอนโดมิเนียมก็มีการเติบโตเล็กน้อย สะท้อนความสำเร็จในการบริหารจัดการสินค้าและตำแหน่งทางการตลาด
เอพี (ไทยแลนด์): รั้งอันดับสองด้วยรายได้รวม 37,460 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,020 ล้านบาท
แม้ว่ารายได้จะลดลง 2.4% และกำไรสุทธิลดลง 17.1% จากปีก่อนหน้า กลุ่มสินค้าแนวราบยังคงเป็นหัวใจหลักของเอพี โดยเฉพาะบ้านแฝด ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์เอพี ที่ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า สะท้อนถึงความเข้าใจในความต้องการของตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ
ศุภาลัย: ขึ้นมาอยู่อันดับสามด้วยรายได้รวม 31,985 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% และกำไรสุทธิ 6,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3%
ศุภาลัยแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเติบโตอย่างมั่นคง โดยมีรายได้หลักจากการเปิดตัวโครงการทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมที่เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกทำเล โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล, ภูเก็ต, ชลบุรี, และเชียงใหม่ ยังคงเป็นทำเลทองที่สร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง
แลนด์แอนด์เฮ้าส์: มีรายได้รวม 28,151 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,491 ล้านบาท
แม้ว่ารายได้จะลดลง 6.7% และกำไรสุทธิลดลง 26.6% จากปีก่อนหน้า แต่ยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่มีผลประกอบการที่น่าจับตา
พฤกษา: รายได้รวม 20,996 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 456 ล้านบาท
ปี 2567 เป็นปีที่พฤกษาเผชิญความท้าทาย โดยรายได้ลดลง 19.7% และกำไรสุทธิลดลงถึง 79.3% ปัจจัยหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจและการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีความเปราะบาง บริษัทจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดขายในภาวะตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัว
เอสซี แอสเสท: รายได้รวม 20,823 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,706 ล้านบาท
รายได้ลดลง 15.2% และกำไรสุทธิลดลง 31.3% สัดส่วนรายได้มาจากการขายโครงการแนวราบและแนวสูง แต่บริษัทกำลังขยายสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ เช่น ค่าเช่าและบริการ รวมถึงรายได้ค่าที่ปรึกษาและการจัดการ
ออริจิ้น: รายได้รวม 11,985 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,052 ล้านบาท
ออริจิ้นเผชิญกับรายได้ที่ลดลง 20.9% และกำไรสุทธิลดลง 61.3% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องจับตาและพิจารณาปรับกลยุทธ์
แอสเซทไวส์: รายได้รวม 9,941 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,457 ล้านบาท
แอสเซทไวส์เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่แสดงผลงานโดดเด่น โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 39.1% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 33.4% สะท้อนถึงความสำเร็จในการบริหารจัดการและกลยุทธ์การตลาด
ควอลิตี้เฮ้าส์: รายได้รวม 8,695 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2,150 ล้านบาท
รายได้ลดลง 5.9% และกำไรสุทธิลดลง 14% แม้จะเผชิญกับแรงกดดัน แต่ยังคงรักษาผลประกอบการในระดับที่น่าพอใจ
แอล.พี.เอ็น.: รายได้รวม 8,011 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 111 ล้านบาท
แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น 7.6% แต่กำไรสุทธิลดลงถึง 69% บ่งชี้ถึงความท้าทายในการบริหารต้นทุนและอัตรากำไร
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2568: โอกาสใหม่ภายใต้แรงส่งเดิม
คุณสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้สรุปภาพรวมและมุมมองเกี่ยวกับปัจจัยที่จะขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสและความหวังที่ยังมีอยู่ ดังนี้:
การเติบโตของตลาดลักซ์ชัวรี่ (Luxury Real Estate Thailand): ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับบนยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการสามารถปรับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ จะยิ่งสนับสนุนตลาด Luxury Property Investment ให้เติบโต
การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว: การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ใน Prime Tourist Destinations เช่น อสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต, อสังหาริมทรัพย์พัทยา, อสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ ยังคงมีศักยภาพในการลงทุนและการเติบโต
กลยุทธ์การปรับตัวของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์: การพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น เทรนด์ Pet Friendly Condo และ Pet Friendly Housing ทั้งในเมืองและเมืองท่องเที่ยวอย่าง คอนโดภูเก็ต และ คอนโดพัทยา รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาโครงการ จะสร้างมูลค่าเพิ่มและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้พักอาศัย
แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ: การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง มีแนวโน้มที่จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค นอกจากนี้ ตลาดกำลังจับตาความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการ LTV (Loan-to-Value ratio) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีการปรับลดเงื่อนไขสำหรับผู้ซื้อบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลดีต่อ High-Value Property Market อย่างมีนัยสำคัญ
งานมหกรรมบ้านและคอนโด: งานแสดงอสังหาริมทรัพย์สำคัญ เช่น “งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 47” ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนจำนวนมาก เป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้บริโภคในการหาที่อยู่อาศัย และเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการได้นำเสนอโครงการ โดยกลุ่มที่ได้รับความนิยมยังคงเป็นบ้านเดี่ยวระดับกลาง อาคารชุด และทาวน์โฮม ขณะที่โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use Development) ก็เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจ สะท้อนถึงพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไป
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: การปรับตัวคือหัวใจสำคัญ
จากข้อมูลและมุมมองข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (Niche Market) การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการจับกระแสเทรนด์ที่กำลังมาแรง เช่น ตลาดลักซ์ชัวรี่ และการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly Projects) จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัย หรือการลงทุนเพื่อผลตอบแทน การทำความเข้าใจถึงแนวโน้มตลาด กลยุทธ์ของผู้ประกอบการ และปัจจัยภายนอกต่างๆ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด
หากคุณกำลังวางแผนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับตลาด อสังหาริมทรัพย์ กรุงเทพฯ, อสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต, อสังหาริมทรัพย์พัทยา, หรือต้องการสำรวจโอกาสใน คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ หรือ บ้านเดี่ยวขายดี เราพร้อมเป็นที่ปรึกษาเคียงข้างคุณเสมอครับ
บทสรุปและคำเชิญชวน
ปี 2567 ที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่ การมุ่งเน้นที่ตลาดระดับบน (Luxury Segment) และการใช้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของบริษัทชั้นนำอย่าง แสนสิริ, เอพี (ไทยแลนด์), และศุภาลัย ในขณะที่ผู้เล่นรายอื่น ๆ ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายและปรับกลยุทธ์เพื่อก้าวข้ามผ่านไป
สำหรับปี 2568 เรายังคงเห็นโอกาสที่น่าสนใจ จากปัจจัยสนับสนุนทั้งจากมาตรการภาครัฐ เทรนด์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเมืองท่องเที่ยวหลัก หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ตลาดปัจจุบัน เราขอเชิญชวนให้คุณ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อวางแผนและคว้าโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งและอนาคตที่มั่นคงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไปด้วยกัน

