มรสุมชีวิตของ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังคงไม่จบสิ้นลงง่ายๆ ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการสีกากีอีกครั้ง เมื่อนายตำรวจสองนายที่เป็นถึงลูกน้องคนสนิทและทำงานใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน ได้ตัดสินใจรวบรวมพยานหลักฐานและเดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีอาญากับอดีตเจ้านายในข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายสาหัส การขยับตัวของลูกน้องในครั้งนี้สร้างความตกตะลึงให้กับคนในสังคมเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของกลุ่มลูกน้องบิ๊กโจ๊กมักจะถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มีความจงรักภักดีและเหนียวแน่นที่สุดกลุ่มหนึ่งในกองทัพไทย
ตามรายงานเบื้องต้นระบุว่า ผู้เสียหายทั้งสองนายได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ตนเองถูกกระทำรุนแรงทางร่างกายหลายครั้งในห้วงเวลาที่ผ่านมา โดยมีเหตุการณ์รุนแรงที่สุดถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลและส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งสาเหตุของการลงมือมักจะเกิดจากความไม่พอใจในเรื่องส่วนตัวและการสั่งงานที่ไม่ได้ดั่งใจ การตัดสินใจออกมาแจ้งความในครั้งนี้ ลูกน้องทั้งสองยืนยันว่าไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือการรับงานจากฝ่ายตรงข้ามเพื่อมาทำลายชื่อเสียง แต่เป็นเพราะความเจ็บปวดที่สะสมมานานจนเกินกว่าจะรับได้อีกต่อไป และต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับศักดิ์ศรีของตนเองในฐานะมนุษย์และข้าราชการตำรวจคนหนึ่ง
ทางด้านกองบังคับการปราบปรามได้รับเรื่องร้องเรียนและสอบปากคำผู้เสียหายไว้อย่างละเอียด พร้อมทั้งสั่งการให้มีการรวบรวมหลักฐานทางการแพทย์และพยานวัตถุในที่เกิดเหตุที่ถูกระบุไว้ในคำให้การ คดีนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากศูนย์อำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อยู่ในระหว่างการต่อสู้คดีความอื่นๆ ที่รุมเร้าอยู่ก่อนหน้า การถูกลูกน้องที่เคย “ร่วมเป็นร่วมตาย” ออกมาแฉและดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายสาหัสเช่นนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงรอยร้าวที่ยากจะประสานและความเปราะบางของกลุ่มอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต ซึ่งผลการสอบสวนในครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าความจริงคืออะไร และกฎหมายจะสามารถบังคับใช้กับนายตำรวจระดับสูงได้อย่างเท่าเทียมหรือไม่
ทิศทางการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ไทย: กลยุทธ์การเติบโตในยุคใหม่ – รายงานเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยมามากกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของตลาดมาอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการรายใหญ่ ถือเป็นกระจกสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจและแนวโน้มอนาคตได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายงานล่าสุดจาก พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ซึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลผลการดำเนินงานของ 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
รายงานฉบับนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงการจัดอันดับผู้ประกอบการที่มีรายได้สูงสุด โดย แสนสิริ, เอพี ไทยแลนด์, และศุภาลัย ยังคงครองตำแหน่งสามอันดับแรก ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพในการบริหารจัดการท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทายอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การตีความตัวเลขทางการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเข้าใจพลวัตที่แท้จริงของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย เราต้องมองลึกไปถึงกลยุทธ์เบื้องหลังที่ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้สามารถยืนหยัดและสร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต: การตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคและการเจาะตลาดลักซ์ชัวรี่
แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะยังคงเผชิญกับปัจจัยกดดันหลายประการ หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถรักษาการเติบโตได้ คือ กลยุทธ์การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แนวโน้มที่ชัดเจนที่สุดซึ่งเริ่มเห็นผลอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2567 และยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน คือการ ขยายการพัฒนาโครงการระดับลักซ์ชัวรี่ การมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง ซึ่งมักมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจงและพร้อมที่จะจ่ายเพื่อคุณภาพ ความเป็นส่วนตัว และประสบการณ์ที่เหนือระดับ เป็นทิศทางที่ผู้พัฒนาหลายรายเลือกใช้เป็นกลยุทธ์หลัก
นอกจากนี้ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของ ภาคการท่องเที่ยว เป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งผลดีต่อ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทำเลท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่, และขอนแก่น ซึ่งยังคงแสดงให้เห็นถึงความคึกคักอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการลงทุนและการเข้าซื้อที่อยู่อาศัยของผู้ที่มองหาบ้านหลังที่สอง หรือการลงทุนเพื่อผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า
เจาะลึก 3 อันดับแรก: ความสำเร็จที่มาพร้อมกลยุทธ์ที่แตกต่าง
แสนสิริ: ความมั่นคงบนฐานลูกค้าพรีเมียม-ลักซ์ชัวรี่
แสนสิริ ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้วยรายได้รวม 39,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่ากำไรสุทธิจะลดลง 13.3% มาอยู่ที่ 5,253 ล้านบาท แต่การที่บริษัทยังคงสามารถรักษารายได้ให้เติบโตได้ในภาวะการแข่งขันที่รุนแรงนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และกลยุทธ์ที่เฉียบคม
ความสำเร็จของแสนสิริ มาจากการปรับพอร์ตโฟลิโออย่างชาญฉลาด โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายระดับพรีเมียมและลักซ์ชัวรี่ ซึ่งมีความต้องการที่ชัดเจนและกำลังซื้อสูง การพัฒนาโครงการใน Strategic Locations ซึ่งรวมถึงเมืองท่องเที่ยวหลักที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเสริมให้ยอดขายและยอดโอนทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่คอนโดมิเนียมก็มียอดขายปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สะท้อนถึงการบริหารจัดการโครงการที่หลากหลายและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัว
เอพี ไทยแลนด์: ความโดดเด่นในกลุ่มสินค้าแนวราบ
เอพี ไทยแลนด์ ทำรายได้รวม 37,460 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,020 ล้านบาท แม้รายได้และกำไรสุทธิจะมีการปรับลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่กลุ่มสินค้าแนวราบยังคงเป็น “ไฮไลต์” ที่สร้างความโดดเด่นให้กับบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บ้านแฝด ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยวในเครือเอพี ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในตลาดบ้านและการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของครอบครัวยุคใหม่
ในการวิเคราะห์ ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑล เอพี ไทยแลนด์ ถือเป็นผู้เล่นสำคัญที่สามารถสร้างความน่าสนใจให้กับกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบได้อย่างสม่ำเสมอ การพัฒนาโครงการที่คำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งาน การออกแบบที่สวยงาม และทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบาย ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้เอพี สามารถครองใจลูกค้าได้
ศุภาลัย: การเติบโตที่มั่นคงและครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์
ศุภาลัย โชว์ผลงานที่น่าประทับใจด้วยรายได้รวม 31,985 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.4% และกำไรสุทธิ 6,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 3.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การเติบโตที่มั่นคงนี้มาจากกลยุทธ์การเปิดตัวโครงการที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าในทุกเซ็กเมนต์ และกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ศักยภาพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทำเลที่เป็นที่นิยมอย่าง กรุงเทพฯ และปริมณฑล, ภูเก็ต, ชลบุรี, และเชียงใหม่ ศุภาลัยสามารถสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง การผสมผสานระหว่างโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่อยู่อาศัยของคนเมืองและการลงทุนในตลาดเมืองท่องเที่ยว ทำให้ศุภาลัยสามารถสร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน
การวิเคราะห์ผู้ประกอบการรายอื่นๆ และแนวโน้มตลาด
เมื่อพิจารณาผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ติดอันดับ 10 อันดับแรก เราจะเห็นภาพที่หลากหลายมากขึ้น:
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ แม้รายได้จะลดลง 6.7% และกำไรสุทธิลดลง 26.6% แต่ยังคงเป็นผู้เล่นหลักในตลาด
พฤกษา เผชิญกับความท้าทายที่ชัดเจน โดยรายได้ลดลง 19.7% และกำไรสุทธิลดลงถึง 79.3% ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่มีความเปราะบาง การใช้โปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นในภาวะเช่นนี้
เอสซี แอสเสท รายได้และกำไรสุทธิปรับลดลง แต่บริษัทมีการขยายธุรกิจสู่การสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เช่น รายได้ค่าเช่าและบริการ รวมถึงรายได้ค่าที่ปรึกษาและการจัดการ ซึ่งเป็นทิศทางที่ดีต่อการสร้างความมั่นคงในระยะยาว
ออริจิ้น มีรายได้ลดลง 20.9% และกำไรสุทธิลดลง 61.3% สะท้อนถึงความท้าทายที่บริษัทต้องเผชิญ
แอสเซทไวส์ เป็นหนึ่งในบริษัทที่โดดเด่นด้วยการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยรายได้เพิ่มขึ้นถึง 39.1% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 33.4% แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ควอลิตี้เฮ้าส์ มีรายได้และกำไรสุทธิปรับลดลงเล็กน้อย
แอล.พี.เอ็น. แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น 7.6% แต่กำไรสุทธิกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 69% บ่งชี้ถึงความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนหรือแรงกดดันด้านราคา
โอกาสและความหวังของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในวงการนี้ ผมมองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงมีศักยภาพในการเติบโตและโอกาสที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยมีปัจจัยหลักดังนี้:
การเติบโตของตลาดลักซ์ชัวรี่ (Luxury Segment): อย่างที่กล่าวไป ตลาดระดับบนยังคงมีความต้องการสูง ผู้พัฒนาสามารถสร้างสรรค์โครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงได้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เช่น โครงการคมนาคมใหม่ๆ ยิ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าและศักยภาพให้กับทำเลที่ตั้ง ส่งผลโดยตรงต่อ ราคาที่ดิน และ มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ในระยะยาว
การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว: การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้เพียงแค่กระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม แต่ยังสร้างโอกาสในการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยว อย่าง ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่ และเมืองที่มีศักยภาพอื่นๆ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ท หรือคอนโดมิเนียมสำหรับเช่าระยะสั้น กำลังกลับมาเป็นที่น่าสนใจ
กลยุทธ์การปรับตัวของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์: ผู้พัฒนาที่ประสบความสำเร็จคือผู้ที่สามารถปรับตัวและสร้างสรรค์โครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของคนยุคใหม่ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาโครงการ เช่น เทรนด์ Pet Friendly ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในโครงการแนวราบและแนวสูง ถือเป็นตัวอย่างที่ดี การพัฒนา คอนโดในเมือง ที่เข้าถึงง่าย และโครงการที่เน้นประสบการณ์การอยู่อาศัยในเมืองท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต หรือ พัทยา จะยังคงมีความต้องการสูง
แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ: การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาก 2.25% เหลือ 2% ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน เนื่องจากจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาความเป็นไปได้ที่ ธปท. จะพิจารณาผ่อนคลายมาตรการ LTV (อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน) โดยเฉพาะเงื่อนไขสำหรับบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท หากมีการปรับลด LTV ในทุกระดับราคา เชื่อว่าจะกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ
งานมหกรรมอสังหาริมทรัพย์: งานใหญ่ๆ เช่น งานมหกรรมบ้านและคอนโด ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล เป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอโครงการและกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มบ้านเดี่ยวระดับกลาง อาคารชุด และทาวน์โฮม ยังคงเป็นที่นิยม สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค
แนวโน้มและคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ
จากข้อมูลและประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมขอให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการใน ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ดังนี้:
ความยืดหยุ่นและความรวดเร็วในการปรับตัว: ตลาดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การที่ผู้ประกอบการจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันได้นั้น จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสภาวะตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
การสร้างแบรนด์และการสื่อสารคุณค่า: ในตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมาก การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและการสื่อสารคุณค่าที่แท้จริงของโครงการไปยังกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม: ไม่ใช่แค่เพียงเทรนด์ Pet Friendly หรือ Smart Home แต่รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการโครงการ การตลาดดิจิทัล และการให้บริการหลังการขาย เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า
การเจาะตลาด Niche และ Segment เฉพาะ: นอกจากการมุ่งเน้นตลาดลักซ์ชัวรี่แล้ว การมองหาและพัฒนาโครงการสำหรับกลุ่ม Niche หรือ Segment ที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจง เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ หรือกลุ่มผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็เป็นอีกช่องทางในการสร้างการเติบโต
การบริหารจัดการต้นทุนและกระแสเงินสด: ในสภาวะที่ต้นทุนการก่อสร้างและวัสดุมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและการมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความอยู่รอดและความสามารถในการเติบโต
บทสรุป
แม้ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย จะเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน แต่ด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดของผู้ประกอบการ การตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายนอก เช่น การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และมาตรการภาครัฐ ตลาดนี้ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง การมุ่งเน้นไปที่ตลาดลักซ์ชัวรี่ การพัฒนาโครงการในทำเลศักยภาพ และการนำนวัตกรรมมาใช้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาผู้ประกอบการให้ก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปสู่ความสำเร็จ
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาอย่างยาวนาน ผมเชื่อมั่นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย จะยังคงเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจและมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือต้องการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต, บ้านพร้อมอยู่กรุงเทพฯ, หรือ คอนโดมิเนียมชลบุรี อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับเป้าหมายของคุณ.

