ในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ประจำปี 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่สร้างความฮือฮาและลดอุณหภูมิความตึงเครียดของโลกลงในระดับหนึ่ง โดยเขาได้ประกาศอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกว่า สหรัฐฯ จะไม่มีการใช้กำลังทางทหารเพื่อเข้ายึดครองเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์กอย่างที่หลายฝ่ายกังวลก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงยืนกรานในเป้าหมายเดิมคือการครอบครองเกาะที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์แห่งนี้ โดยระบุว่าเขาต้องการให้มีการ “เปิดเจรจาขอซื้อในทันที” เพื่อเปลี่ยนสถานะของกรีนแลนด์ให้มาอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของสหรัฐฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ
ทรัมป์ใช้เวทีดาวอสในการวิพากษ์วิจารณ์เดนมาร์กอย่างดุเดือด โดยเรียกอดีตพันธมิตรรายนี้ว่า “อกตัญญู” และตำหนิที่ไม่ยอมลงทุนพัฒนาในพื้นที่กรีนแลนด์ตามที่เคยรับปากไว้ เขาอ้างว่าสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่มีศักยภาพเพียงพอในการปกป้องและพัฒนาเกาะแห่งนี้ให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านความมั่นคง ซึ่งเขามีแผนจะสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “โกลเดนโดม” (Golden Dome) บนเกาะกรีนแลนด์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากรัสเซียและจีนที่กำลังขยายอิทธิพลในแถบอาร์กติก ทรัมป์ย้ำว่าการที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในกรีนแลนด์จะช่วยให้พันธมิตรนาโต (NATO) เข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่เป็นการทำลายความสัมพันธ์อย่างที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามกล่าวอ้าง
สิ่งที่น่าสนใจและสร้างแรงกดดันให้กับยุโรปมากที่สุดคือวาทะทิ้งท้ายของทรัมป์ที่กล่าวว่า “พวกคุณจะตอบตกลง และเราจะซาบซึ้งใจมาก หรือพวกคุณจะตอบปฏิเสธ และเราจะจดจำไว้” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนถึงผลกระทบทางการทูตและเศรษฐกิจหากยุโรปยังคงขัดขวางความต้องการของสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าทรัมป์ได้หารือกับเลขาธิการนาโต มาร์ก รุตเตอ เกี่ยวกับ “กรอบข้อตกลงในอนาคต” ที่จะช่วยให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในกรีนแลนด์แลกกับการยกเลิกแผนการเก็บภาษีนำเข้า 10% จากกลุ่มประเทศยุโรป แม้ทางเดนมาร์กและรัฐบาลกรีนแลนด์จะยังคงยืนยันเสียงแข็งว่า “กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย” แต่ท่าทีของทรัมป์ในครั้งนี้ก็ได้เปลี่ยนจากการข่มขู่ด้วยกำลังทหารมาเป็นการใช้เครื่องมือทางการทูตและการเงินบีบคั้นอย่างเต็มรูปแบบแทน
รายงานภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2567: กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ ท่ามกลางความท้าทาย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวของตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาซึ่งเต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสที่ผสมผสานกันไป วันนี้ ผมจะพาเจาะลึกรายงานผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 ซึ่งจัดทำโดย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้นำด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เพื่อสะท้อนภาพรวมกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต และแนวโน้มที่น่าจับตามองสำหรับปี 2568
บทวิเคราะห์ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2567: บทสรุปจากข้อมูลเชิงลึก
ปี 2567 เป็นอีกปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงทรงตัว, ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ยังมีความผันผวน, และการแข่งขันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายรายยังคงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม และสามารถปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากการวิเคราะห์ผลประกอบการ 10 อันดับแรกของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ สะท้อนให้เห็นถึงการมุ่งเน้นที่สำคัญ 2 ประการ คือ การขยายการลงทุนใน โครงการระดับลักซ์ชัวรี ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์หลักที่หลายบริษัทนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2567 และยังคงต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ตอกย้ำความเชื่อมั่นในกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวไทย ก็เป็นอีกปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะใน ทำเลท่องเที่ยว ยอดนิยมอย่าง ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่, และขอนแก่น ที่ยังคงมีบรรยากาศคึกคัก และเป็นเป้าหมายการลงทุนที่น่าสนใจ
เจาะลึก 10 อันดับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทย รายได้และกำไรสุทธิ ปี 2567
รายงานผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการชั้นนำ แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวและความแข็งแกร่งที่แตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท ดังนี้:
แสนสิริ:
รายได้รวม: 39,205 ล้านบาท (เติบโต 2% จากปีก่อน)
กำไรสุทธิ: 5,253 ล้านบาท (ลดลง 13.3% จากปีก่อน)
แสนสิริยังคงรักษาการเติบโตของรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยมีปัจจัยหนุนจากการปรับพอร์ตโฟลิโอที่มุ่งเน้นกลุ่ม ที่อยู่อาศัยพรีเมี่ยมและลักซ์ชัวรี ควบคู่ไปกับการขยายการลงทุนใน Strategic Locations โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ สัดส่วนยอดขายและยอดโอนของบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน ขณะที่คอนโดมิเนียมก็มีการเติบโตเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่รอบด้าน
เอพี ไทยแลนด์:
รายได้รวม: 37,460 ล้านบาท (ลดลง 2.4% จากปีก่อน)
กำไรสุทธิ: 5,020 ล้านบาท (ลดลง 17.1% จากปีก่อน)
แม้รายได้และกำไรสุทธิจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่กลุ่มสินค้าแนวราบยังคงเป็นหัวใจหลักของเอพี ไทยแลนด์ โดยเฉพาะกลุ่มบ้านแฝด, ทาวน์โฮม, และบ้านเดี่ยว ที่ยังคงได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า แสดงถึงความเข้าใจในความต้องการของตลาดในกลุ่มที่อยู่อาศัยประเภทนี้
ศุภาลัย:
รายได้รวม: 31,985 ล้านบาท (เติบโต 0.4% จากปีก่อน)
กำไรสุทธิ: 6,190 ล้านบาท (เติบโต 3.3% จากปีก่อน)
ศุภาลัยสามารถสร้างรายได้และกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย สวนทางกับภาพรวมตลาดที่เผชิญความท้าทาย ด้วยกลยุทธ์การเปิดตัวโครงการที่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมในทำเลศักยภาพอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล, ภูเก็ต, ชลบุรี, และเชียงใหม่ แสดงถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
แลนด์แอนด์เฮ้าส์:
รายได้รวม: 28,151 ล้านบาท (ลดลง 6.7% จากปีก่อน)
กำไรสุทธิ: 5,491 ล้านบาท (ลดลง 26.6% จากปีก่อน)
แลนด์แอนด์เฮ้าส์เผชิญกับรายได้และกำไรสุทธิที่ลดลง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสภาวะตลาดโดยรวมและการปรับกลยุทธ์ในช่วงเวลาดังกล่าว
พฤกษา:
รายได้รวม: 20,996 ล้านบาท (ลดลง 19.7% จากปีก่อน)
กำไรสุทธิ: 456 ล้านบาท (ลดลง 79.3% จากปีก่อน)
พฤกษาประสบกับผลประกอบการที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจำกัด บริษัทจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดขายในสภาวะที่ตลาดกำลังฟื้นตัว
เอสซี แอสเสท:
รายได้รวม: 20,823 ล้านบาท (ลดลง 15.2% จากปีก่อน)
กำไรสุทธิ: 1,706 ล้านบาท (ลดลง 31.3% จากปีก่อน)
เอสซี แอสเสท มีรายได้และกำไรสุทธิที่ลดลง ซึ่งสะท้อนถึงสัดส่วนรายได้ที่มาจากโครงการแนวราบและแนวสูงเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม บริษัทกำลังขยายสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เช่น ค่าเช่าและบริการ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ออริจิ้น:
รายได้รวม: 11,985 ล้านบาท (ลดลง 20.9% จากปีก่อน)
กำไรสุทธิ: 1,052 ล้านบาท (ลดลง 61.3% จากปีก่อน)
ออริจิ้นเผชิญกับรายได้และกำไรสุทธิที่ลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจหรือการชะลอตัวในบางกลุ่มโครงการ
แอสเซทไวส์:
รายได้รวม: 9,941 ล้านบาท (เติบโต 39.1% จากปีก่อน)
กำไรสุทธิ: 1,457 ล้านบาท (เติบโต 33.4% จากปีก่อน)
แอสเซทไวส์เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่แสดงผลประกอบการโดดเด่น ด้วยรายได้และกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาด และการบริหารโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ควอลิตี้เฮ้าส์:
รายได้รวม: 8,695 ล้านบาท (ลดลง 5.9% จากปีก่อน)
กำไรสุทธิ: 2,150 ล้านบาท (ลดลง 14% จากปีก่อน)
ควอลิตี้เฮ้าส์มีรายได้และกำไรสุทธิที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ยังคงรักษาเสถียรภาพได้ในสภาวะตลาดที่ท้าทาย
แอล.พี.เอ็น.:
รายได้รวม: 8,011 ล้านบาท (เติบโต 7.6% จากปีก่อน)
กำไรสุทธิ: 111 ล้านบาท (ลดลง 69% จากปีก่อน)
แอล.พี.เอ็น. สามารถเพิ่มรายได้รวมได้ แต่กำไรสุทธิกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นผลจากการปรับโครงสร้างราคา หรือการบริหารต้นทุนในช่วงเวลาที่ตลาดมีการแข่งขันสูง
โอกาสและความหวังในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: กลยุทธ์สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
จากข้อมูลและแนวโน้มที่เห็น สุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้สรุปปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไปข้างหน้า ดังนี้:
การเติบโตของตลาดลักซ์ชัวรี (Luxury Segment) และอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์: แม้จะมีความท้าทาย แต่กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรีอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่สามารถนำเสนอโครงการที่มีเอกลักษณ์, คุณภาพสูง, และตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพที่สอดคล้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ จะมีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแกร่ง การลงทุนใน คอนโดมิเนียมลักซ์ชัวรี และ บ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ ยังคงเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ
การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว: การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นสัญญาณบวกที่สำคัญต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะใน จังหวัดท่องเที่ยว ที่ได้รับความนิยม เช่น ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่, และขอนแก่น ที่มีศักยภาพในการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในส่วนของการเป็นที่พักอาศัย, การลงทุนเพื่อปล่อยเช่า, หรือการพัฒนาโครงการที่ตอบรับนักท่องเที่ยว
กลยุทธ์การปรับตัวของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์: การปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเป็นกุญแจสำคัญ เทรนด์ Pet Friendly ในโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งแนวราบและแนวสูง กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาโครงการ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ การพัฒนา โครงการมิกซ์ยูส ที่ผสมผสานที่พักอาศัย, พื้นที่เชิงพาณิชย์, และพื้นที่สาธารณะ ก็เริ่มกลับมาได้รับความสนใจ สะท้อนพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป
ปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐและกิจกรรมตลาด
มาตรการอัตราดอกเบี้ยนโยบาย: การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับผู้บริโภค
การพิจารณาผ่อนคลายมาตรการ LTV (Loan-to-Value): การจับตาดูความเป็นไปได้ที่ ธปท. จะผ่อนคลายมาตรการ LTV โดยเฉพาะสำหรับบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท หากมีการปรับลดเงื่อนไขเงินดาวน์ขั้นต่ำในทุกระดับราคา คาดว่าจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ
งานมหกรรมบ้านและคอนโด: กิจกรรมสำคัญอย่าง “งานมหกรรมบ้านและคอนโด” ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนจำนวนมาก เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้บริโภคในการหาที่อยู่อาศัย และเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการนำเสนอโครงการที่หลากหลาย
แนวโน้มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568: โอกาสและกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ
จากภาพรวมปี 2567 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย แต่ก็มีโอกาสใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง กลยุทธ์การปรับตัวที่เน้นการตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม (Niche Market), การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใน ทำเลเศรษฐกิจ ที่มีศักยภาพ, และการนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค จะเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ
การลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ ยังคงเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในทำเลที่มีศักยภาพในการเดินทางและใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ ขณะเดียวกัน อสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต, เชียงใหม่, และพัทยา จะยังคงได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะโครงการที่ตอบรับเทรนด์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ การพักผ่อนระยะยาว
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนหรือการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย การทำความเข้าใจแนวโน้มตลาด, การเลือกทำเลที่ตั้ง, และการพิจารณาผู้ประกอบการที่มีความน่าเชื่อถือ จะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยให้คำปรึกษาในการตัดสินใจลงทุน หรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เราพร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์และความรู้เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของคุณ โปรดติดต่อเราเพื่อเริ่มต้นการเดินทางสู่การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จ.

