วงการตำรวจต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงอีกครั้งจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยล่าสุดเกิดเหตุอื้อฉาวเมื่อร้อยตำรวจเอกสังกัดสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในจังหวัดแถบภาคกลาง ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ลวนลามเด็กหญิงอายุเพียง 14 ปี เหตุเกิดภายในงานเลี้ยงสังสรรค์แห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน รายงานระบุว่าในขณะเกิดเหตุ นายตำรวจนายดังกล่าวอยู่ในอาการมึนเมาสุราอย่างหนักจนขาดสติ และได้อาศัยจังหวะที่เหยื่ออยู่ตามลำพังเข้ามาล่วงละเมิดทางร่างกายด้วยการโอบกอดและพยายามสัมผัสของสงวน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “พฤติกรรมมือปลาหมึก” จนเด็กหญิงตกใจและวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากผู้ปกครอง นำไปสู่การเข้าแจ้งความดำเนินคดีและร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาในเวลาต่อมา
ความคืบหน้าล่าสุด ทางกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดต้นสังกัดได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยระบุว่าหากพบว่ากระทำความผิดจริงจะดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณข้าราชการอย่างร้ายแรงและสร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในขณะที่ทางด้านนายตำรวจยศ “ร.ต.อ.” ผู้ถูกกล่าวหา เมื่อเริ่มสร่างเมาและทราบถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ได้พยายามติดต่อผ่านคนกลางเพื่อขอเข้าพบคู่กรณีเพื่อกล่าวคำขอโทษต่อตัวเด็กและครอบครัว พร้อมทั้งแสดงความประสงค์ที่จะชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นการเยียวยาสภาพจิตใจและหวังให้ทางครอบครัวถอนคำร้องเรียนเพื่อยุติเรื่องราวที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทางครอบครัวของเด็กหญิงวัย 14 ปี แม้จะยอมรับฟังคำขอโทษแต่ยังคงยืนยันว่าความเจ็บปวดทางจิตใจของลูกสาวไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ และต้องการให้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินไปจนถึงที่สุดเพื่อไม่ให้ไปก่อเหตุกับลูกหลานบ้านอื่นอีก คดีนี้ถูกจับตามองจากสังคมอย่างใกล้ชิดเนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งควรจะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แต่กลับกลายเป็นผู้สร้างภัยให้กับสังคมเสียเอง นักสิทธิเด็กและสตรีได้ออกมาเรียกร้องให้ตำรวจทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการช่วยเหลือพวกพ้อง โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรงและเป็นอาสญากรรมที่ไม่ควรได้รับการละเว้นเพียงเพราะการจ่ายเงินชดใช้
บทวิเคราะห์เจาะลึก: 10 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในตลาดหุ้นไทย ปี 2567 – กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัลและการฟื้นตัวของตลาด
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวและกลยุทธ์ของเหล่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในประเทศไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประเมินผลการดำเนินงานรายปี ถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ความสามารถในการปรับตัว และวิสัยทัศน์ของแต่ละบริษัท ในปี 2567 ที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายแห่งสามารถแสดงศักยภาพในการบริหารจัดการได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างรายได้และผลกำไรที่เป็นรูปธรรม
รายงานการวิจัยล่าสุดจาก พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้นำด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ได้เปิดเผยผลการดำเนินงานของ 10 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 ซึ่งได้ให้ภาพรวมที่ชัดเจนถึงความแข็งแกร่งและกลยุทธ์ที่แต่ละบริษัทนำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน บทวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกถึงข้อมูลเชิงลึกจากรายงานฉบับนี้ พร้อมทั้งวิเคราะห์แนวโน้มและปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่คาดว่าจะส่งผลต่อปี 2568 โดยเน้นไปที่ “ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ” และกลยุทธ์การเติบโตในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
ภาพรวมผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ: แสนสิริ, เอพี ไทยแลนด์, และศุภาลัย ยังคงผงาด
ตามรายงานของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ สามบริษัทที่ครองอันดับสูงสุดด้านรายได้ในปี 2567 ได้แก่ แสนสิริ, เอพี ไทยแลนด์, และ ศุภาลัย ความสำเร็จของทั้งสามบริษัทยังคงยืนยันถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ ความเข้าใจในตลาด และความสามารถในการพัฒนาโครงการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด
อันดับ 1: แสนสิริ
แสนสิริยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้วยรายได้รวมที่น่าประทับใจถึง 39,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า แม้กำไรสุทธิจะลดลงเล็กน้อย 13.3% อยู่ที่ 5,253 ล้านบาท แต่การเติบโตของรายได้นี้บ่งชี้ถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการปรับพอร์ตโฟลิโอที่มุ่งเน้นกลุ่มตลาด “พรีเมี่ยม-ลักซ์ชัวรี” และการขยายการลงทุนใน “ทำเลทอง” (Strategic Locations) โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลักๆ อย่าง ภูเก็ต และ พัทยา แนวทางนี้สอดคล้องกับเทรนด์การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในยุคปัจจุบันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและมูลค่าที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของยอดขายบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมสะท้อนถึงความนิยมในที่อยู่อาศัยที่มอบความเป็นส่วนตัวและพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น ขณะที่คอนโดมิเนียมก็ยังคงมียอดขายที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อันดับ 2: เอพี ไทยแลนด์
เอพี ไทยแลนด์ ติดอันดับสองด้วยรายได้รวม 37,460 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,020 ล้านบาท แม้รายได้และกำไรจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่กลุ่มสินค้าแนวราบ โดยเฉพาะบ้านแฝด ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์เครือเอพี ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ดาวเด่นที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของตลาดบ้านเดี่ยวในทำเลศักยภาพ รวมถึงการพัฒนาโครงการที่คำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งานและดีไซน์ที่ทันสมัย
อันดับ 3: ศุภาลัย
ศุภาลัย ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตด้วยรายได้รวม 31,985 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% และกำไรสุทธิ 6,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจากความสำเร็จในการเปิดตัวโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมที่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์และทุกพื้นที่ โดยเฉพาะใน กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเมืองท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต, ชลบุรี และ เชียงใหม่ ที่สร้างยอดขายได้อย่างโดดเด่น กลยุทธ์การพัฒนาโครงการที่หลากหลายและตอบสนองกลุ่มลูกค้าได้ทุกระดับ ทำให้ศุภาลัยสามารถรักษาฐานลูกค้าและขยายส่วนแบ่งทางการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง
การปรับตัวของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางถึงล่าง: ความท้าทายที่ต้องเผชิญ
อย่างไรก็ตาม รายงานยังเผยให้เห็นถึงความท้าทายที่ผู้ประกอบการในกลุ่มที่ต่ำกว่า 10 อันดับแรกต้องเผชิญ โดยเฉพาะบริษัทที่มีการเติบโตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ:
อันดับ 4: แลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีรายได้รวม 28,151 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,491 ล้านบาท โดยรายได้ลดลง 6.7% และกำไรสุทธิลดลง 26.6%
อันดับ 5: พฤกษา เผชิญกับความท้าทายที่ชัดเจน โดยรายได้รวมลดลง 19.7% และกำไรสุทธิลดลงอย่างมากถึง 79.3% เหลือเพียง 456 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มเปราะบาง บริษัทจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย
อันดับ 6: เอสซี แอสเสท มีรายได้รวม 20,823 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,706 ล้านบาท โดยรายได้และกำไรลดลง 15.2% และ 31.3% ตามลำดับ แม้รายได้จากค่าเช่าและบริการจะเติบโตตามทิศทางธุรกิจที่มุ่งสร้างรายได้ประจำ
อันดับ 7: ออริจิ้น มีรายได้รวม 11,985 ล้านบาท ลดลง 20.9% และกำไรสุทธิลดลง 61.3%
อันดับ 9: ควอลิตี้เฮ้าส์ มีรายได้รวม 8,695 ล้านบาท ลดลง 5.9% และกำไรสุทธิลดลง 14%
อันดับ 10: แอล.พี.เอ็น. มีรายได้รวม 8,011 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% แต่กำไรสุทธิลดลงอย่างมากถึง 69%
ความแตกต่างของผลประกอบการนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาด รวมถึงการมีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้พัฒนาที่เน้นตลาดกลางถึงล่าง ซึ่งได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและข้อจำกัดด้านสินเชื่อมากกว่า
ปัจจัยขับเคลื่อนโอกาสและความหวังของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
คุณสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้ให้มุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับโอกาสและแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเน้นย้ำถึงปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดในปี 2568 ดังนี้:
การเติบโตของตลาดลักซ์ชัวรี่ (Luxury Segment): ตลาดระดับบนยังคงเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถปรับกลยุทธ์เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงนี้ได้ โดยการพัฒนาโครงการใน ทำเลเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ สอดคล้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยยกระดับมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว กลยุทธ์นี้สอดคล้องกับเทรนด์ “การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์” ที่เป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนที่มองหาความมั่นคงและผลตอบแทนที่น่าพอใจ
การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว: การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างโอกาสมหาศาลในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะใน จังหวัดท่องเที่ยวชั้นนำ อย่าง ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่ และ ขอนแก่น ที่ยังคงมีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติมองเห็นศักยภาพในการสร้างรายได้จากค่าเช่าและการลงทุนระยะยาวในอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่พักอาศัยและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อน
กลยุทธ์การปรับตัวของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์:
การออกแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์: การนำเสนอโครงการที่เข้าใจและตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญ
การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้: เทรนด์ Pet Friendly ที่กำลังมาแรงทั้งในโครงการแนวราบและแนวสูง สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวและการให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยง
โอกาสของคอนโดมิเนียมในเมืองและเมืองท่องเที่ยว: การพัฒนาคอนโดมิเนียมที่เน้นทำเลศักยภาพในเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต และ พัทยา ยังคงมีศักยภาพสูง
บริการเสริมมูลค่า: การเพิ่มบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ เช่น บริการหลังการขาย การบริหารจัดการทรัพย์สิน หรือบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ จะช่วยยกระดับมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ให้เหนือกาลเวลา
มาตรการภาครัฐและการสนับสนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์
นอกจากปัจจัยเชิงโครงสร้างแล้ว มาตรการภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์:
การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย: การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาก 2.25% เหลือ 2% ต่อปี คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค ทำให้การซื้อบ้านเป็นสิ่งที่จับต้องได้ง่ายขึ้น
การพิจารณาผ่อนคลายมาตรการ LTV (Loan-to-Value): การจับตามองความเป็นไปได้ที่ ธปท. อาจผ่อนคลายมาตรการ LTV โดยเฉพาะเงื่อนไขสำหรับผู้ซื้อบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท หากมีการปรับลด LTV ในทุกระดับราคา จะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 นี้
งานมหกรรมบ้านและคอนโด: สนามประลองกลยุทธ์และโอกาส
“งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 47” ที่จะจัดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะขับเคลื่อนตลาด โดยคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 6,000 ล้านบาท กลุ่มที่ได้รับความนิยมคือ บ้านเดี่ยวระดับกลาง อาคารชุด และทาวน์โฮม สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน โครงการ “มิกซ์ยูส” (Mixed-Use) เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง บ่งชี้ถึงพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตที่เน้นความสะดวกสบายครบวงจร ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งรายเล็กและรายใหญ่จำเป็นต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองกำลังซื้อในกลุ่มเซ็กเมนต์ที่มีศักยภาพ
สรุปและมุมมองสำหรับอนาคต
แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะเผชิญกับความท้าทายรอบด้านในปี 2567 แต่ภาพรวมยังคงมีโอกาสและความหวังที่น่าจับตามอง การปรับตัวของผู้ประกอบการ การมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเฉพาะ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรม ล้วนเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะนำพาธุรกิจให้อยู่รอดและเติบโตได้ในยุคปัจจุบัน
สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการลงทุน “อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน” ในทำเลศักยภาพ หรือผู้ที่กำลังมองหา “บ้านในฝัน” การติดตามผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ เช่น แสนสิริ, เอพี ไทยแลนด์, ศุภาลัย, แลนด์แอนด์เฮ้าส์, และผู้เล่นรายอื่น ๆ จะช่วยให้เห็นภาพรวมของตลาดที่ชัดเจนขึ้น
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้ ผมเชื่อมั่นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงมีศักยภาพในการเติบโต หากผู้ประกอบการสามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไป และใช้ประโยชน์จากปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ
หากคุณกำลังพิจารณาการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การเข้าร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโด หรือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด เพื่อให้คุณไม่พลาดโอกาสทองในการสร้างความมั่งคั่งและความสุขผ่านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ.

