กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับแรงงานทั่วประเทศ เมื่อนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเร่งด่วนต่อกระแสข่าวเชิงลบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภายในสำนักงานประกันสังคม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนที่มีจำนวนมหาศาลกว่า 24 ล้านคน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานระบุว่า ตนเองไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้น และมองว่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทุนประกันสังคมเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเงินออมและสวัสดิการหลักของคนทำงานทั่วประเทศ การที่มีข่าวลือหรือข้อมูลที่สร้างความสับสนย่อมส่งผลเสียต่อเสถียรภาพของระบบสวัสดิภาพสังคมไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ นางสาวตรีนุชจึงได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดถึงเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ให้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลและรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นที่เป็นข่าวทั้งหมดกลับมายังกระทรวงภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและชี้แจงต่อสาธารณชนให้สิ้นสงสัย รัฐมนตรีฯ ย้ำชัดว่า แม้ประเด็นที่เป็นข่าวหรือข้อร้องเรียนบางเรื่องจะถูกระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะมารับตำแหน่ง แต่ในฐานะผู้กำกับดูแลปัจจุบัน ตนถือหลักการว่า “ทุกเรื่องต้องตรวจสอบได้” และมีความโปร่งใสเพียงพอที่จะตอบคำถามของสังคม หากพบว่ามีความผิดปกติหรือมีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ก็จะต้องมีการลงโทษและแก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่มีข้อยกเว้น
นอกเหนือจากการสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยังได้วางแนวทางในการปฏิรูปการสื่อสารของสำนักงานประกันสังคมใหม่ เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงข้อมูลการบริหารกองทุนและการลงทุนได้อย่างสะดวกรวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความตระหนกจากข่าวลือในอนาคต การขยับตัวอย่างรวดเร็วของนางสาวตรีนุชในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามในการรักษาฐานเสียงและสร้างภาพลักษณ์ความโปร่งใสให้กับรัฐบาล ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงความมั่นคงของเงินสมทบที่พวกเขาส่งเข้ากองทุนทุกเดือน ว่าจะได้รับการดูแลและจัดสรรอย่างยุติธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้แรงงานจริงหรือไม่
การรุกคืบของทุนจีนสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย: บทวิเคราะห์เชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการไทย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในตลาด แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลั่งไหลเข้ามาของทุนจีนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังจะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของวงการนี้ไปตลอดกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยขนาดกลางและขนาดเล็ก การปรับตัวคือหนทางเดียวที่จะอยู่รอด
บริบทโลกที่กำลังเปลี่ยน: ทรัมป์, การค้า, และการไหลบ่าของทุน
ปัจจัยสำคัญที่จุดประกายการเปลี่ยนแปลงนี้ เริ่มต้นจากปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมได้ยาก การหวนคืนสู่เวทีผู้นำสหรัฐอเมริกาของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความไม่แน่นอนในนโยบายการค้าโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อจีน นโยบายกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น ทำให้จีนต้องมองหาฐานการผลิตและส่งออกใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี และประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจที่สุด
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนจีนสูงถึง 146,356 ล้านบาท ไม่เพียงแค่นั้น จำนวนนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งเป็นชาวจีนในประเทศไทยก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2567 มีถึง 29,913 ราย มูลค่าเงินจดทะเบียนรวม 409,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 9.82% เมื่อเทียบกับปี 2566 และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568
การเพิ่มขึ้นของนักลงทุนและนักธุรกิจจีน ส่งผลโดยตรงต่อจำนวนแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย จากสถิติเดือนตุลาคม 2567 มีชาวจีนได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยมากถึง 41,752 คน แซงหน้าญี่ปุ่นซึ่งเคยครองอันดับสูงสุดมานานกว่าทศวรรษ สิ่งนี้ทำให้กลุ่มคนจีนที่เข้ามาในประเทศไทยด้วยเหตุผลหลากหลาย กลายเป็นกลุ่มกำลังซื้อสำคัญในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ: โอกาสและความท้าทายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
ฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษาจาก Cushman & Wakefield ประเทศไทย คาดการณ์ว่าจำนวนชาวจีนที่จะเข้ามาในประเทศไทยในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะสูงกว่าปี 2567 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยโดยรวม ทั้งในส่วนของคอนโดมิเนียมและบ้านแนวราบ ทั้งตลาดเช่าและตลาดซื้อขาย จะคึกคักขึ้นอย่างแน่นอน ปัจจัยสนับสนุนมาจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่พัฒนาไปในทิศทางที่ดี และผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลต่อการส่งออกของจีน
แม้เศรษฐกิจจีนอาจเผชิญความท้าทายจากนโยบายสหรัฐฯ แต่เครือข่ายคู่ค้าที่กว้างขวางและการปรับตัวของภาคธุรกิจจีนที่เตรียมการมาล่วงหน้า ทำให้ผลกระทบอาจไม่รุนแรงเท่าที่คาด การเข้ามาของทุนจีนจะส่งผลกระทบต่อหลากหลายภาคส่วนในประเทศไทย ตั้งแต่การท่องเที่ยว การค้า การนำเข้า-ส่งออก และแน่นอนว่ารวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย ธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่ซึ่งการลงทุน การทำธุรกิจ และการย้ายถิ่นฐาน ไม่สามารถถูกปิดกั้นได้อย่างสมบูรณ์อีกต่อไป
สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ รูปแบบการลงทุนของทุนจีน พวกเขาไม่ได้เข้ามาเพียงแค่ซื้อที่ดินหรือพัฒนาโครงการ แต่มาพร้อมกับการลงทุนแบบครบวงจร ตั้งแต่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (developer) ผู้รับเหมา วิศวกร แรงงาน ไปจนถึงเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย ทำให้กระบวนการก่อสร้างรวดเร็วขึ้นอย่างมาก วัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่นำเข้ามาจากจีน มักมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ทำให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้อย่างมีนัยสำคัญ
กลยุทธ์ของทุนจีน: การจดทะเบียนนิติบุคคลและการครองตลาด
หนึ่งในกลยุทธ์ที่ทุนจีนใช้ คือการจดทะเบียนนิติบุคคลภายใต้กฎหมายไทย โดยมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยมากกว่า แต่ผู้บริหารสูงสุดยังคงเป็นชาวจีน ในทางปฏิบัติ วิธีการนี้อาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในระยะยาว เนื่องจากกลุ่มทุนจีนมักจะพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นชาวจีนด้วยกันเอง สิ่งนี้จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่อาจสูญเสียลูกค้าในตลาดไป โดยเฉพาะในทำเลที่มีความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โรงงาน และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
เสียงจากผู้ประกอบการไทย: การปรับตัวคือหัวใจสำคัญ
นายสุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด (SE) และนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า นอกจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะเผชิญกับภาวะชะลอตัวและกำลังซื้อที่หายไป ปัญหาที่สำคัญอีกประการคือการแข่งขันจากทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ที่เข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายในไทยอย่างจริงจัง กลุ่มทุนจีนขนาดใหญ่เองก็มีแนวโน้มที่จะร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้น
“นอกจากวัสดุที่ผลิตจากจีนจะมีราคาถูกแล้ว พวกเขายังเข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการโดยตรง” นายสุนทรกล่าว “สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมระดับกลาง พวกเขาเข้ามาจับมือกับนักลงทุนไทย นำเข้าวัสดุจากจีน ลงทุนเอง สร้างเอง และขายเองทั้งหมด”
สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือการนำเข้าเทคโนโลยีการก่อสร้าง วิศวกร แรงงาน และผู้รับเหมาอย่างครบวงจร ควบคู่ไปกับการมีรอบการก่อสร้างที่รวดเร็ว ทำให้โครงการสามารถเข้าสู่ตลาดได้เร็วกว่า สินค้าจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่า ย่อมสร้างความเสียเปรียบให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SME
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ยกระดับความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงการที่ยั่งยืน การยึดมั่นในจริยธรรมทางธุรกิจ การผลิตสินค้าคุณภาพดีในต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ การสร้างนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการนำเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมที่ทันสมัยมาใช้
ข้อพึงระวังในระยะยาวและโอกาสของไทย
หากทุนจีนยังคงรุกคืบเข้ามาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ อาจไม่น่ากังวลเท่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง พัฒนาโครงการอย่างเข้มข้น และมีความได้เปรียบในด้านความเร็วของการพัฒนาโครงการ
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม ประเทศไทยยังมีจุดแข็งที่เหนือกว่าในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการบริการ และการสร้างแบรนด์ดิ้ง (branding) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค แม้แต่ผู้บริโภคชาวจีนเอง ก็ยังมีความนิยมในการซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย
เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ประกอบการไทยควรรักษากระแสเงินสด (cash flow) ให้มั่นคง และเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรให้สูงสุด ในสภาวะปัจจุบันที่กำลังซื้อในประเทศอ่อนตัว อสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลและภาคเอกชน: มาตรการรับมือที่รัดกุม
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวเสริมว่า เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมามีอำนาจในสหรัฐฯ กระแสทุนจีนที่ไหลบ่าเข้าไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงแค่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเพื่อหลบเลี่ยงกำแพงภาษีเท่านั้น แต่ยังคงเล็งเห็นโอกาสในการเข้ามาลงทุนและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างมหาศาล
“เรื่องนี้ ผู้ประกอบการและรัฐบาลไทยจำเป็นต้องร่วมกันวางมาตรการรับมือที่รัดกุม” นายพรนริศเน้นย้ำ “เราเริ่มเห็นโรงงานจีนที่ผิดกฎหมายผุดขึ้นมามากขึ้น ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งตรวจสอบและสั่งปิดไปหลายแห่ง รวมถึงโรงงานที่เข้ามาทำการค้าโดยอาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุน เช่น เหล็กเส้นและวัสดุก่อสร้างอื่นๆ นี่เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าในอนาคต สถานการณ์ลักษณะนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และประเทศไทยอาจตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ”
บทสรุปและก้าวต่อไป
การรุกคืบของทุนจีนสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็ก ต้องไม่ยึดติดกับรูปแบบการทำงานเดิมๆ แต่ต้องพร้อมที่จะปรับตัว เรียนรู้ และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง การนำเสนอนวัตกรรม คุณภาพ และการบริการที่เป็นเลิศ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราสามารถยืนหยัดและแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปนี้
หากคุณคือผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ หรือต้องการหาแนวทางในการปรับตัวให้ทันต่อพลวัตของตลาดโลก ถึงเวลาแล้วที่จะสำรวจกลยุทธ์ใหม่ๆ ลงทุนในการวิจัยและพัฒนา สร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญที่สุด คือการนำเสนอคุณค่าที่ไม่เหมือนใครให้กับผู้บริโภค เราพร้อมที่จะช่วยเหลือคุณในการวางแผนและนำพาธุรกิจของคุณก้าวข้ามผ่านความท้าทายนี้ไปสู่ความสำเร็จ.

