บรรยากาศทางการเมืองที่จังหวัดลำปางกลับมาลุกเป็นไฟอีกครั้ง เมื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีมแกนนำพรรคบุกแลนด์มาร์คสำคัญอย่างห้าแยกหอนาฬิกาใจกลางเมืองลำปาง เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงในการเลือกตั้งซ่อมที่กำลังจะมาถึง ท่ามกลางมวลชนที่มารอต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง โดยนายณัฐพงษ์ได้กล่าวปราศรัยอย่างดุเดือด ปลุกระดมให้พี่น้องชาวลำปางกล้าที่จะก้าวออกจากร่มเงาของ “บ้านใหญ่” หรือกลุ่มการเมืองท้องถิ่นที่ผูกขาดอำนาจมาอย่างยาวนาน โดยเขามองว่าถึงเวลาแล้วที่ลำปางจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และนโยบายที่เน้นความเท่าเทียมได้เข้ามาบริหารจัดการท้องถิ่นอย่างแท้จริง แทนที่จะยึดติดอยู่กับระบบอุปถัมภ์แบบเดิมที่ทำให้จังหวัดก้าวไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร
นายณัฐพงษ์ได้ใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอจุดเด่นของผู้สมัครจากพรรคประชาชน โดยระบุว่าเป็นบุคคลที่มีความ “ซื่อตรง” ต่อประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ “หลังตรง” ต่อหน้าเผด็จการและอำนาจมืด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในยุคเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเช่นนี้ เขาเน้นย้ำว่าพรรคประชาชนไม่ได้สู้เพียงเพื่อชัยชนะในเขตเลือกตั้งเท่านั้น แต่เป็นการสู้เพื่อพิสูจน์ว่าอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่กินได้และโปร่งใสสามารถเอาชนะระบบเงินตราและบารมีของผู้มีอิทธิพลได้ การปราศรัยในครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มอำนาจเก่าว่าพรรคประชาชนพร้อมที่จะเป็นทางเลือกหลักที่ไม่มีวันประนีประนอมกับสิ่งที่ขัดต่อหลักการที่ให้ไว้กับประชาชน
ไฮไลท์สำคัญที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งห้าแยกหอนาฬิกา คือการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนและแข็งกร้าวของนายณัฐพงษ์ โดยเขาลั่นวาจาอย่างหนักแน่นว่าพรรคประชาชน “จะไม่จับมือกับขั้วสีน้ำเงิน” หรือพรรคการเมืองที่มีแนวทางขัดแย้งกับอุดมการณ์ของพรรคอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาเรื่องการตระบัดสัตย์หรือการเกี้ยเซียะทางการเมืองเพื่อหวังเพียงอำนาจ การประกาศเช่นนี้ถือเป็นการขีดเส้นตายที่ชัดเจนและสร้างความมั่นใจให้กับฐานเสียงของพรรคที่ต้องการเห็นการเมืองที่ตรงไปตรงมา การบุกลำปางครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การหาเสียงทั่วไป แต่เป็นการประกาศสงครามทางความคิดระหว่างการเมืองแบบเก่ากับความหวังใหม่ที่พรรคประชาชนพยายามจะหยิบยื่นให้คนลำปางและคนไทยทั้งประเทศ
ไทยเผชิญหน้า “คลื่นทุนจีน” รุกอสังหาริมทรัพย์: ดีเวลลอปเปอร์ไทยต้องปรับกลยุทธ์รับมือ สู่ยุคใหม่แห่งการแข่งขัน
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังจะส่งผลกระทบต่อตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การไหลบ่าเข้ามาของเม็ดเงินลงทุนจากประเทศจีน ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นการปรับกลยุทธ์เชิงรุกที่ซับซ้อนและมีนัยยะสำคัญต่อภูมิทัศน์ทางธุรกิจของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ ดีเวลลอปเปอร์ไทย ขนาดกลางและเล็ก ที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและเติบโตในยุคแห่งการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นขึ้น
ปัจจัยขับเคลื่อน: การเมืองระหว่างประเทศและการย้ายฐานการผลิต
ภายใต้บริบทของการเมืองโลกที่ผันผวน การกลับคืนสู่เวทีผู้นำสหรัฐอเมริกาของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้จุดประกายให้เกิดการประเมินทิศทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศใหม่ เหตุการณ์นี้ได้กระตุ้นให้นักลงทุนและผู้ประกอบการจีนจำนวนมากมองหาฐานการผลิตและฐานธุรกิจในประเทศที่มีความได้เปรียบทางการค้าและมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ซึ่งประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เผยให้เห็นถึงมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนจีนที่สูงถึง 146,356 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของจำนวนนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งเป็นชาวจีนในประเทศไทย ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 ที่มีจำนวนถึง 29,913 ราย ด้วยมูลค่าเงินจดทะเบียนรวม 409,295 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 9.82% และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกในปี 2568 บ่งชี้ถึงการขยายตัวของการลงทุนโดยตรงจากจีนในภาคธุรกิจต่างๆ ของไทย
การเข้ามาของแรงงานและกำลังซื้อใหม่
การหลั่งไหลเข้ามาของนักลงทุนและนักธุรกิจจีน ย่อมนำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นของจำนวนชาวจีนที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2567 มีชาวจีนที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยถึงประมาณ 41,752 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับสัญชาติอื่น ๆ แซงหน้าประเทศญี่ปุ่นที่เคยครองอันดับสูงสุดมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2565 ปัจจัยนี้ทำให้ชาวจีนที่เข้ามาในไทยด้วยวัตถุประสงค์หลากหลาย กลายเป็นกลุ่มกำลังซื้อที่สำคัญและมีศักยภาพสูงในตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย
วิเคราะห์ตลาด: โอกาสและความท้าทายสำหรับอสังหาริมทรัพย์ไทย
ฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ ประเทศไทย คาดการณ์ว่าจำนวนชาวจีนที่จะเข้ามาพำนักในประเทศไทยในปี 2568 จะมีแนวโน้มสูงกว่าปี 2567 ซึ่งจะส่งผลให้ตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย โดยรวมมีความคึกคักมากขึ้น ทั้งในตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรร ทั้งในส่วนของการเช่าและการซื้อขาย ปัจจัยสนับสนุนมาจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ราบรื่น นโยบายทางการค้าของสหรัฐอเมริกาที่มีผลต่อการส่งออกของจีน และการปรับตัวของภาคธุรกิจจีนที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง
แม้ว่าเศรษฐกิจจีนอาจได้รับผลกระทบจากนโยบายของสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยเครือข่ายคู่ค้าที่กว้างขวางและการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจจีน ทำให้ผลกระทบอาจไม่รุนแรงอย่างที่คาดการณ์ ภาคธุรกิจไทย ทั้งการท่องเที่ยว การค้า การนำเข้า-ส่งออก และภาคอสังหาริมทรัพย์ จำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่ซึ่งการลงทุน ธุรกิจ และการย้ายถิ่นฐานไม่สามารถถูกจำกัดได้อีกต่อไป
การรุกคืบของทุนจีน: ครบวงจรตั้งแต่การพัฒนาสู่การก่อสร้าง
สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ เมื่อกลุ่มทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทย พวกเขามักจะมาพร้อมกับการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ ดีเวลลอปเปอร์ ผู้รับเหมา วิศวกร แรงงาน ไปจนถึงเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย ส่งผลให้กระบวนการก่อสร้างมีความรวดเร็ว วัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่นำเข้ามาจากจีนมีต้นทุนต่ำกว่า และมีแนวโน้มที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่ากลุ่มทุนเหล่านี้จะมีการจดทะเบียนนิติบุคคลภายใต้กฎหมายไทย โดยมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยมากกว่า แต่การบริหารงานสูงสุดยังคงเป็นชาวจีน ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเชิงการแข่งขันในระยะยาว นอกจากนี้ กลุ่มทุนจีนมักจะพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มชาวจีนด้วยกันเอง ทำให้ ดีเวลลอปเปอร์ไทย โดยเฉพาะในทำเลใกล้เคียงกับนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในการช่วงชิงลูกค้า
มุมมองจากผู้ประกอบการไทย: ความท้าทายและโอกาสในการปรับตัว
นายสุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด (SE) และนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า นอกเหนือจากภาวะชะลอตัวและกำลังซื้อที่อ่อนแอของตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย แล้ว ผู้ประกอบการ ดีเวลลอปเปอร์ไทย ยังต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งสำคัญจากทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ที่เข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อจำหน่ายโดยตรง ในขณะที่กลุ่มทุนจีนขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะเข้ามาในรูปแบบของการเป็นพันธมิตรกับ ดีเวลลอปเปอร์ไทย มากขึ้น
นายสุนทรเน้นย้ำว่า ไม่ใช่เพียงแค่วัสดุราคาถูก แต่จีนยังเข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการเอง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับกลาง และสำหรับโครงการระดับบน (ราคา 30 ล้านบาทขึ้นไป) จีนยังเข้ามาเป็นพันธมิตรกับนักลงทุนไทย พร้อมทั้งนำเข้าวัสดุจีน ดำเนินการลงทุน สร้าง และขายเองทั้งหมด
สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ การนำเข้าเทคโนโลยีการก่อสร้าง วิศวกร แรงงาน และผู้รับเหมาอย่างครบวงจร ซึ่งทำให้รอบการพัฒนาโครงการรวดเร็วและพร้อมเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับต้นทุนการผลิตสินค้าจีนที่ต่ำกว่าของไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจ SME ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
ดังนั้น ผู้ประกอบการ ดีเวลลอปเปอร์ไทย จำเป็นต้องยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ครบวงจร ทั้งในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน จริยธรรมทางธุรกิจที่ถูกต้อง การส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่สามารถแข่งขันได้กับทุนใหญ่และ ดีเวลลอปเปอร์ต่างชาติ รวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สมาร์ทโฮม ด้วยเทคโนโลยีของไทยเอง
การรับมือระยะยาว: การสร้างความแตกต่างและการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน
ในระยะยาว หากทุนจีนยังคงรุกคืบเข้ามาในตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย อย่างต่อเนื่อง ดีเวลลอปเปอร์ไทย จะต้องปรับตัวอย่างมีกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด แต่สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ อาจไม่น่ากังวลเท่ากับผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ที่ต้องเร่งสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง และพัฒนาโครงการอย่างเข้มข้น เพื่อแข่งขันในเรื่องของระยะเวลาการก่อสร้างที่จีนมีความได้เปรียบ
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมประเทศไทยยังมีจุดแข็งที่เหนือกว่า ทั้งในด้านคุณภาพ การบริการ และการสร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค แม้กระทั่งผู้บริโภคชาวจีนเองก็ยังคงนิยมซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะใช้จุดแข็งเหล่านี้ในการแข่งขัน
เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ประกอบการ ดีเวลลอปเปอร์ไทย ควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร เนื่องจากในปัจจุบันต้องยอมรับว่าภาค อสังหาริมทรัพย์ไทย ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากกำลังซื้อภายในประเทศที่ค่อนข้างอ่อนตัว
มาตรการรับมือจากภาครัฐ: ความจำเป็นเร่งด่วน
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมมาตรการรับมือที่รัดกุมจากทั้งผู้ประกอบการและภาครัฐ เมื่อมีการไหลบ่าของทุนจีนเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลุ่มทุนเหล่านี้ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี และยังมองเห็นโอกาสในการลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์ไทย
ประเด็นที่น่ากังวลคือการปรากฏตัวของโรงงานจีนที่เข้ามาดำเนินการผลิตและค้าขายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งตรวจสอบและสั่งปิดไปหลายแห่ง รวมถึงโรงงานที่ใช้ความได้เปรียบด้านต้นทุนในการผลิตสินค้า เช่น เหล็กเส้นและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นมากขึ้นในอนาคต และไทยอาจเสียเปรียบหากไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม
สรุป: ก้าวสู่ยุคใหม่ของการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
การรุกคืบของทุนจีนในตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทย เป็นปรากฏการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และนำมาซึ่งทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ ดีเวลลอปเปอร์ไทย การปรับตัวไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน การมุ่งเน้นการสร้างความแตกต่าง การยกระดับคุณภาพ การพัฒนานวัตกรรม และการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ คือกุญแจสำคัญที่จะนำพาธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ไทย ให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในบริบทใหม่นี้
หากคุณคือผู้ประกอบการ ดีเวลลอปเปอร์ไทย ที่กำลังมองหาแนวทางในการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ หรือกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางตลาดปัจจุบัน ติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาและสร้างสรรค์แผนธุรกิจที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคตของคุณ.

