กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงและประชาชนทั่วไป เมื่อมีการจับกุมรถกระบะป้ายแดงยี่ห้อดังคันหนึ่งที่พยายามตบตาเจ้าหน้าที่ด้วยการสวมป้ายทะเบียนแดงเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ แต่สุดท้ายกลับไม่รอดสายตาอันเฉียบคมของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ตำรวจกำลังตั้งด่านตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายตามปกติ และพบรถกระบะคันดังกล่าวมีลักษณะท่าทางพิรุธขณะขับเข้าใกล้ด่านตรวจ แม้ภายนอกจะดูเหมือนรถใหม่แกะกล่องที่เพิ่งออกมาจากโชว์รูม แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ขออนุญาตเรียกตรวจและสังเกตรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน กลับพบความผิดปกติที่ปิดไม่มิด
จุดที่ทำให้เจ้าหน้าที่มั่นใจว่ารถคันนี้ไม่ใช่รถใหม่ป้ายแดงจริงๆ คือการตรวจสอบ “เลขไมล์” บนหน้าปัดรถ ซึ่งเป็นจุดที่คนร้ายมักจะมองข้าม เมื่อเจ้าหน้าที่ชะโงกหน้าเข้าไปดูพบว่าตัวเลขระยะทางการวิ่งของรถพุ่งสูงไปหลายหมื่นกิโลเมตร ซึ่งขัดแย้งกับสภาพของรถที่พยายามพรางตัวเป็นรถใหม่ นอกจากนี้เมื่อตรวจสอบสมุดคู่มือประจำรถป้ายแดง (เล่มน้ำตาล) กลับพบว่าไม่มีการลงบันทึกการใช้งานตามระเบียบของกรมการขนส่งทางบก รวมถึงตัวเลขในเล่มไม่ตรงกับข้อมูลจริงในระบบ ทำให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานได้ทันทีว่าเป็นการนำป้ายแดงปลอมมาสวมสิทธิ์เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือหลบเลี่ยงภาษี
จากการขยายผลเพิ่มเติมพบว่า รถคันนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับขบวนการรถหลุดจำนำหรือรถที่ถูกโจรกรรมมาแล้วนำมาสวมป้ายแดงเพื่อให้ดูเหมือนรถใหม่และลดความระมัดระวังของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเรียกตรวจตามด่านต่างๆ การจับกุมในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดรถไว้ตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมแจ้งข้อหาปลอมแปลงเอกสารทางราชการและใช้เอกสารราชการปลอมกับผู้ขับขี่ ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับในอัตราที่สูง เหตุการณ์นี้จึงเป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้ที่คิดจะซื้อป้ายแดงปลอมมาใช้เพียงเพื่อความเท่หรือหวังผลในทางมิชอบ เพราะจุดสังเกตง่ายๆ อย่างเลขไมล์และร่องรอยการใช้งานที่ขัดกับสภาพความเป็นจริงนั้นเป็นสิ่งที่ตบตาเจ้าหน้าที่ได้ยากในปัจจุบัน
สงครามวงการอสังหาฯ ไทย: ทุนจีนบุกตลาด ดีเวลลอปเปอร์ไทยกลาง-เล็ก ต้องปรับกลยุทธ์รับมือยุคใหม่
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยมาเกือบทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปี 2568 นี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญยิ่งยวด โดยเฉพาะการรุกคืบของกลุ่มทุนจีนเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มดีเวลลอปเปอร์ขนาดกลางและขนาดเล็กที่กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่
ปัจจัยขับเคลื่อน: การเมืองโลกและการไหลเข้าของทุนจีน
สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ กระแสข่าวการกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะผู้นำสหรัฐอเมริกา ได้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีน พวกเขาคาดการณ์ถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าที่อาจเข้มงวดขึ้น ส่งผลให้นักธุรกิจจีนจำเป็นต้องหาทางกระจายความเสี่ยง และประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มนี้อย่างชัดเจน ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนจีนพุ่งสูงถึง 146,356 ล้านบาท นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งเป็นชาวจีนในประเทศไทย ก็เป็นอีกสัญญาณที่ไม่อาจมองข้าม ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 มีนิติบุคคลดังกล่าวถึง 29,913 ราย ด้วยทุนจดทะเบียนรวม 409,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 9.82% และคาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2568 อันเป็นผลมาจากนโยบายการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา
แรงงานและกำลังซื้อ: จีนกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของตลาดอสังหาฯ ไทย
เมื่อการลงทุนและธุรกิจของชาวจีนในประเทศไทยขยายตัว จำนวนชาวจีนที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ณ เดือนตุลาคม 2567 มีชาวจีนได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยถึง 41,752 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ พลิกสถิติที่ญี่ปุ่นเคยครองอันดับมานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2565 การหลั่งไหลเข้ามาของชาวจีนด้วยเหตุผลที่หลากหลายนี้ ได้ก่อให้เกิดกำลังซื้อใหม่ที่สำคัญในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
ฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ ประเทศไทย คาดการณ์ว่าจำนวนชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปี 2568 จะมีแนวโน้มสูงกว่าปี 2567 ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียมและตลาดบ้านแนวราบ ทั้งในรูปแบบการเช่าและการซื้อขาย ปัจจัยสนับสนุนนี้ไม่ได้มาจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าจากประเทศจีน
แม้เศรษฐกิจจีนอาจเผชิญความท้าทายจากนโยบายสหรัฐฯ แต่การปรับตัวของภาคธุรกิจจีนที่เตรียมการมาล่วงหน้า บวกกับเครือข่ายคู่ค้าที่กว้างขวาง ทำให้คาดการณ์ได้ว่าผลกระทบอาจไม่รุนแรงเท่าที่คิด ธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทย ตั้งแต่การท่องเที่ยว การค้าขาย การนำเข้า-ส่งออก ไปจนถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับพลวัตของโลกที่การลงทุน การทำธุรกิจ หรือการย้ายถิ่นฐาน ไม่สามารถถูกปิดกั้นได้อย่างสมบูรณ์อีกต่อไป
การรุกคืบของทุนจีน: ครบวงจร สู่การแข่งขันที่น่าจับตา
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การเข้ามาของกลุ่มทุนจีนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การลงทุนในที่ดินหรือการพัฒนาโครงการ แต่เป็นการเข้ามาในรูปแบบของการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ดีเวลลอปเปอร์ ผู้รับเหมา วิศวกร แรงงาน ไปจนถึงเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย สิ่งเหล่านี้ทำให้กระบวนการก่อสร้างรวดเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการนำเข้าวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านจากจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก ยิ่งทำให้การแข่งขันในตลาดมีความดุเดือดมากขึ้น
กลุ่มทุนเหล่านี้มักจะจดทะเบียนนิติบุคคลตามกฎหมายไทย โดยมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นคนไทยมากกว่า แต่ผู้บริหารสูงสุดมักเป็นชาวจีน ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในบางแง่มุม ที่สำคัญคือ กลุ่มทุนจีนมักพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับกลุ่มชาวจีนด้วยกันเป็นหลัก ซึ่งหมายความว่า ดีเวลลอปเปอร์ไทยอาจถูกแย่งชิงลูกค้าไป โดยเฉพาะในทำเลที่มีความเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
มุมมองจากผู้ประกอบการไทย: ถึงเวลาปรับตัวและยกระดับการแข่งขัน
นายสุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด (SE) และนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ได้สะท้อนภาพที่น่าเป็นห่วงว่า นอกเหนือจากภาวะชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยและกำลังซื้อที่ลดลงแล้ว คู่แข่งสำคัญจากทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีน กำลังเข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยขายในไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับกลุ่มทุนใหญ่ของจีน มีแนวโน้มที่จะเข้ามาในรูปแบบพันธมิตรกับดีเวลลอปเปอร์ไทยมากขึ้น
“นอกจากวัสดุจีนจะมีราคาถูกแล้ว พวกเขายังเข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการเองด้วย โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมระดับกลาง ส่วนโครงการระดับบนที่มีมูลค่า 30 ล้านบาทขึ้นไป จีนจะเข้ามาจับมือกับนักลงทุนไทย นำเข้าวัสดุจากจีน และดำเนินการลงทุน สร้างสรรค์ และขายได้ครบวงจร” นายสุนทรกล่าว
สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรกังวลอย่างยิ่ง คือการที่กลุ่มทุนจีนนำเข้าเทคโนโลยีการก่อสร้าง วิศวกร แรงงาน และผู้รับเหมาเข้ามาอย่างครบวงจร พร้อมกับรอบการก่อสร้างที่รวดเร็ว ทำให้โครงการพร้อมออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นคือ สินค้าจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่าของไทยอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้ครบวงจร ไม่ใช่เพียงการลดต้นทุน แต่ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน การดำเนินธุรกิจด้วยจริยธรรมที่ถูกต้อง การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับทุนใหญ่และดีเวลลอปเปอร์ต่างชาติได้ การพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการนำเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมมาใช้ด้วยเทคโนโลยีของไทยเอง
อนาคตของดีเวลลอปเปอร์ไทย: กลยุทธ์รับมือทุนจีน
ในระยะยาว หากกลุ่มทุนจีนยังคงรุกคืบเข้ามาในตลาดใหญ่ ดีเวลลอปเปอร์ไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันอยู่เสมอ แม้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่จะไม่น่าห่วงมากนัก แต่กลุ่มดีเวลลอปเปอร์ขนาดกลางและขนาดเล็กต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง การพัฒนาโครงการอย่างเข้มข้นควบคู่ไปกับการลดระยะเวลาการก่อสร้างให้เทียบเคียงกับมาตรฐานจีน คือสิ่งจำเป็น
“ในภาพรวม ประเทศไทยยังคงมีความเหนือกว่าในด้านคุณภาพ การบริการ และการสร้างแบรนด์ดิ้ง ที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคได้ แม้แต่ผู้บริโภคชาวจีนเองก็ยังนิยมซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย” นายสุนทรเสริม
เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) และเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร (Operational Efficiency) เพราะต้องยอมรับว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทสรุปและทิศทางในอนาคต
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้เน้นย้ำถึงผลกระทบจากการกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นตัวเร่งให้ทุนจีนไหลบ่าเข้าไทย เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี และที่สำคัญคือ การเข้ามาลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์
“ผู้ประกอบการและรัฐบาลไทยต้องร่วมมือกันวางมาตรการรับมือที่รัดกุม” นายพรนริศกล่าว “เราเห็นการปรากฏตัวของโรงงานจีนที่ดำเนินการโดยไม่ถูกต้องมากขึ้น ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งตรวจสอบและสั่งปิดหลายแห่ง รวมถึงโรงงานที่เข้ามาทำการค้าโดยใช้ความได้เปรียบด้านต้นทุน เช่น เหล็กเส้น และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งอนาคตแนวโน้มนี้จะยิ่งมากขึ้น และประเทศไทยอาจตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ”
ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ การปรับตัวไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นสำหรับดีเวลลอปเปอร์ไทย การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง คือกุญแจสำคัญที่จะพาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้
หากคุณคือดีเวลลอปเปอร์ไทยที่กำลังมองหาแนวทางในการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่นี้ หรือต้องการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ธุรกิจของคุณ เราพร้อมเป็นพันธมิตรในการนำพาองค์กรของคุณสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ ติดต่อเราเพื่อปรึกษาแนวทางที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้แล้ววันนี้

