• Sample Page
newsthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
newsthailan.vansonnguyen.com
No Result
View All Result

การเมืองเดือด! “สุริยะ” ประกาศลั่น “ยศชนัน” คือนายกฯ คนต่อไป เหน็บเจ็บพวกสาดโคลนตะโกนด่าคนเทาแต่ตัวเอง “เทากว่าเพื่อน” แถมตามหลังเหมือนหลานตามลุง!

admin79 by admin79
January 24, 2026
in Uncategorized
0

สมรภูมิการเมืองไทยเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นทุกขณะ เมื่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย ได้ออกมากล่าวปราศรัยแสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมต่อทิศทางของพรรคในศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยนายสุริยะระบุว่าจากการลงพื้นที่สัมผัสกับพี่น้องประชาชนในหลายจังหวัด พบว่ากระแสตอบรับที่มีต่อพรรคเพื่อไทยยังคงเหนียวแน่นและประชาชนต่างเรียกร้องอยากให้พรรคกลับมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาปากท้องที่เรื้อรัง นายสุริยะยืนยันว่า “เข็มทิศการเมือง” ในขณะนี้ชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกันว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ คือบุคคลที่มีความพร้อมและเหมาะสมที่สุดที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เพื่อนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจด้วยนโยบายที่ทำได้จริง

ไฮไลท์สำคัญของการปราศรัยในครั้งนี้คือนายสุริยะได้ใช้ฝีปากกล้าในการ “เหน็บแนม” พรรคการเมืองคู่แข่งบางพรรคที่พยายามใช้กลยุทธ์สาดโคลนโจมตีผู้อื่น โดยเขาระบุว่ามีกลุ่มการเมืองที่มักจะตะโกนเสียงดังป่าวประกาศว่าตนเองใสสะอาดและไม่เอาคนสีเทา แต่ในความเป็นจริงพฤติกรรมเบื้องหลังกลับมีความด่างพร้อยหรือ “เทากว่าเพื่อน” เสียอีก นายสุริยะเปรียบเปรยอย่างเจ็บแสบว่าพรรคการเมืองเหล่านี้ไม่ได้มีนโยบายอะไรใหม่ที่เป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากการเดินตามก้นกลุ่มอำนาจเก่าในลักษณะที่เหมือนกับ “หลานเดินตามหลังลุง” ซึ่งสะท้อนถึงการขาดความเป็นตัวของตัวเองและยังคงยึดติดกับระบอบอุปถัมภ์เดิมๆ ที่ประชาชนเริ่มเบื่อหน่าย

นอกจากนี้ นายสุริยะยังได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทยที่เน้นการทำงานเป็นทีมและมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานมากกว่าการเล่นเกมการเมืองรายวัน โดยเขามั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายและสามารถปักหมุดเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอน การออกมาเคลื่อนไหวของนายสุริยะในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเตือนสติผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งให้พิจารณาที่เนื้อหาสาระของนโยบายมากกว่าคำพูดสวยหรูแต่ไร้การปฏิบัติ พร้อมกับเป็นการประกาศศักดาว่า “แคนดิเดตนายกฯ” ของเพื่อไทยนั้นมีความโดดเด่นและพร้อมที่จะชนกับทุกพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้

ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2568-2569: ปรับฐาน ทยอยฟื้นตัว พร้อมโอกาสใหม่ในทำเลศักยภาพ

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเงินและสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้ามองความเคลื่อนไหวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมาอย่างใกล้ชิด ผ่านมุมมองของสายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ผมเห็นสัญญาณที่น่าสนใจในช่วงปี 2568-2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดกำลังอยู่ในช่วงของการปรับฐาน (real estate market correction) และค่อยๆ เตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นตัว โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนคือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงปี 2568-2569 นี้ จะยังคงอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “ปรับฐาน” โดยยอดขายโดยรวมยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดียวกับก่อนช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อเราเทียบเคียงกับปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเคยทำยอดขายได้สูงถึง 120,000 ยูนิตต่อปี

แนวโน้มการฟื้นตัว: ทยอยเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ผมประเมินว่า ภาวะชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์นี้มีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อออกไปอีกประมาณ 2-3 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยหลักสองประการ คือ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงอ่อนแรง และปริมาณอุปทานคงค้าง (unsold inventory) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มที่พักอาศัยระดับหรู (luxury real estate Thailand) และคอนโดมิเนียม (condominium market Thailand)

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ประกอบการจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน การเจาะกลุ่มดีมานด์เฉพาะ (niche market real estate) การคัดเลือกทำเลที่มีศักยภาพอย่างแม่นยำ (prime real estate locations) และการปรับตัวสู่การพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ “โครงการคาร์บอนต่ำ” (low-carbon development) จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารความเสี่ยงในสภาวะตลาดที่ยังคงมีความเปราะบาง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568: การปรับฐานที่ชัดเจน

สำหรับปี 2568 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้แสดงให้เห็นถึงการปรับฐานอย่างชัดเจน ผมคาดการณ์ว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ (property transfer volume) ทั่วประเทศในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 300,000 หน่วย ซึ่งลดลงจากระดับก่อนโควิด-19 ที่เคยสูงถึงปีละประมาณ 400,000 หน่วย นี่คือระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี และมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี

เมื่อพิจารณาถึงการเปิดตัวโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล (Bangkok property market) มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าตลอดปี 2568 จะมีโครงการเปิดใหม่เพียงประมาณ 41,160 หน่วย ลดลงถึง 33% หรือคิดเป็นประมาณ 20,000 หน่วย เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงเหลือ 2.4 แสนล้านบาท จาก 4.18 แสนล้านบาทในปีที่แล้ว

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดจากการชะลอตัวของการเปิดโครงการใหม่ คือ กลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบ (landed property) เมื่อเทียบยอดเปิดใหม่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีกับปีก่อนหน้า พบว่าบ้านเดี่ยว (single detached house) ลดลง 46% บ้านแฝด (semi-detached house) ลดลง 45% และทาวน์เฮาส์ (townhouse) ลดลง 36% ขณะที่คอนโดมิเนียมมีการปรับลดลงน้อยกว่า อยู่ที่ 11%

ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่หลักอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล มียอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปีเช่นกัน โดยมียอดขายประมาณ 46,000 หน่วย มูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ลดลง 21% หรือประมาณ 12,000 หน่วย จากปีก่อนหน้าที่มียอดขาย 58,258 หน่วย ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้จะส่งผลให้การเปิดโครงการใหม่ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มที่จะทยอยลดลงตามภาวะดีมานด์ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

ที่อยู่อาศัยที่มียอดขายลดลงมากที่สุดในปี 2568 คือ คอนโดมิเนียม ซึ่งมียอดขายหดตัวถึง 28% รองลงมาคือ กลุ่มบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดที่ลดลง 15% สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อรายได้และกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการหลายรายได้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการพัฒนาโครงการไปสู่บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดแทนทาวน์เฮาส์ ส่งผลให้เกิดภาวะบ้านเหลือขาย (property overhang) ในตลาดเพิ่มสูงขึ้นตามมา

กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ บ้านเดี่ยว แม้ยอดขายจะลดลงเพียง 13% ในปี 2568 แต่จำนวนยูนิตเหลือขายกลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แตกต่างจากที่อยู่อาศัยประเภทอื่นที่เริ่มเห็นการปรับลดลงของสต็อก ผมคาดว่าสิ้นปี 2568 จำนวนบ้านเดี่ยวเหลือขายจะสูงถึง 53,000 ยูนิต โดยเฉพาะกลุ่มราคาสูง 25-50 ล้านบาท ที่มียูนิตเหลือขายรวมอยู่ที่ 3,000 หน่วย ซึ่งอาจกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงของตลาดในระยะต่อไป หากการดูดซับ (absorption rate) ยังคงฟื้นตัวช้า

แนวโน้มปี 2569: ตลาดชะลอตัว แต่มีช่องว่างการเติบโตในทำเลศักยภาพ

สำหรับปี 2569 สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ลดลง โดยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ของกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (real demand) ที่คาดว่าจะเริ่มกลับมาอย่างช้าๆ

ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น เส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย การปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และการจัดตั้งศูนย์ราชการแห่งใหม่ ตลอดจนโครงการของภาคเอกชนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยหนุนการพัฒนาโครงการใหม่และเพิ่มมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่รอบนอกเมือง

ในสภาวะตลาดที่ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังมากขึ้นนี้ เราจะได้เห็นเทรนด์การพัฒนาโครงการที่มีขนาดเล็กลง การเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (targeted customer segments) และการให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า (product quality) เพื่อบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับระดับกำลังซื้อ ส่งผลให้ตลาดเริ่มปรับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น ผมคาดว่าจำนวนบ้านเหลือขายทั่วประเทศในปี 2569 จะลดลงเหลือประมาณ 207,998 หน่วย หรือลดลงราว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

แม้ภาพรวมตลาดจะยังคงท้าทาย แต่ก็ยังมีหลายทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโตได้ดี โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ เช่น สายสีม่วงใต้ สายสีชมพู และสายสีส้ม รวมถึงโซนที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ (foreign property buyers) เช่น รัชดาฯ ลาดพร้าว สุขุมวิท บางนา หรือจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ ที่มียอดขายดีอย่างต่อเนื่อง

ทำเลที่มีปัจจัยสนับสนุนรอบด้าน เช่น โรงเรียนนานาชาติ (international schools in Thailand) อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ โรงพยาบาลที่ทันสมัย ห้างสรรพสินค้าที่เปิดใหม่หรือกำลังปรับปรุง มักจะเห็นการขยายตัวของธุรกิจโดยรอบและสร้างยอดขายที่แตกต่างจากโซนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะกลุ่มทาวน์เฮาส์ในระดับราคา 2-3 ล้านบาท และ 3-5 ล้านบาท ที่ยังมีจำนวนยูนิตเหลือขายอยู่ประมาณ 115,000 หน่วย หรือคิดเป็นประมาณ 57% ของจำนวนยูนิตเหลือขายทั้งหมด กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ เช่น รังสิต-นครนายก กรุงเทพฯ-ปทุมธานี ลำลูกกา คู้บอน-วงแหวน บางนาตอนปลาย บางบ่อ ประชาอุทิศ แสมดำ เพชรเกษม และบางบัวทอง เป็นต้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสงครามราคา (price war) และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โครงการที่จะเปิดใหม่ในโซนเหล่านี้จำเป็นต้องมีการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

ขณะเดียวกัน กลุ่มบ้านเดี่ยวราคาสูง 25-50 ล้านบาท ก็เป็นอีกเซกเมนต์ที่ต้องระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีจำนวนยูนิตเหลือขายเพิ่มขึ้นมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อยู่ในระดับสูงถึง 3,000 หน่วย ซึ่งอาจใช้เวลา 5-6 ปีในการระบายสต็อก ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2569 ผลกระทบจากภาคส่งออกและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการหลายรายในโซนอุตสาหกรรม และอาจกระทบต่อยอดขายบ้านราคาสูงด้วย

ตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับชาวต่างชาติ: ศักยภาพที่ยังคงอยู่ แต่ต้องปรับตัว

สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับชาวต่างชาติ (expat property market Thailand) ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมให้คนต่างชาติทั่วประเทศในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 14,638 หน่วย และในปี 2568 คาดว่าจะมีแนวโน้มลดลง โดยคาดว่าทั้งปี 2568 จะมีประมาณ 550 หน่วย หรือลดลง 4% ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมในหลายพื้นที่มีความชะลอตัว

จังหวัดที่มียอดโอนลดลงมากที่สุดคือ ชลบุรี ลดลงประมาณ 800 หน่วย หรือ 15% เชียงใหม่ ลดลงประมาณ 250 หน่วย หรือ 28% และสมุทรปราการ ลดลงประมาณ 240 หน่วย หรือ 34% เมื่อเทียบกับปี 2567

ในทางกลับกัน จังหวัดที่มียอดโอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือ กรุงเทพฯ ยอดโอนเพิ่มขึ้น 520 หน่วย หรือ 9% ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่ม 200 หน่วย หรือ 66% และสุราษฎร์ธานี เพิ่ม 150 หน่วย หรือ 220% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์จากชาวต่างชาติยังคงมีอยู่ แต่ศักยภาพของแต่ละพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเข้าใจและปรับเปลี่ยนแผนการตลาดให้ตรงกับความต้องการในตลาดโลก (global real estate trends)

ภูเก็ตยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยยอดโอนในปี 2568 มียอดเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปี 2567 และคาดว่าจะสามารถเติบโตได้อีกในปี 2569 และ 2570 โดยเฉพาะจากกลุ่มชาวต่างชาติที่นิยมซื้อคอนโดมิเนียมในลักษณะสัญญาเช่าระยะยาว (leasehold property investment) ซึ่งมียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังปี 2562 โดยเฉลี่ยประมาณ 800-1,000 หน่วยต่อปี ประกอบกับการขยายตัวอย่างมากของโรงเรียนนานาชาติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความต้องการที่อยู่อาศัยระยะยาวในลักษณะครอบครัวขนาดใหญ่ ทดแทนความต้องการในระยะสั้นแบบเดิมๆ

การให้สินเชื่อโครงการปี 2568: ชะลอตัวตามสภาวะอุตสาหกรรม

ภาพรวมการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ (real estate developer loans) ในปี 2568 อยู่ที่ 12,000 ล้านบาท ลดลงราว 20% จากปี 2567 ที่มีวงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะตลาดและการชะลอตัวนี้ สะท้อนพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยสินเชื่อโครงการใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นการให้วงเงินเพื่อซื้อที่ดินหรือเพื่อเริ่มพัฒนาโครงการใหม่ ในภาวะที่ตลาดยังมีสต็อกคงเหลือจำนวนมาก ผู้ประกอบการจึงเลือกที่จะชะลอการซื้อที่ดินและเลื่อนการเปิดโครงการออกไป เพื่อบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับภาวะดีมานด์ที่แท้จริง

ทิศทางสินเชื่อปี 2569: เติบโตอย่างระมัดระวัง เน้นทำเลและดีมานด์เฉพาะ

สำหรับปี 2569 ธนาคารเกียรตินาคินภัทรยังคงยึดมั่นในนโยบายสินเชื่อที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ไม่เร่งปล่อยสินเชื่อสวนกระแสตลาด โดยเราตั้งเป้าการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ไว้ที่ 12,000 ล้านบาท

เรายังคงให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มเดิม ทั้งกลุ่มบริษัทมหาชน (listed companies) และกลุ่ม SME ที่มีความแข็งแกร่งทางธุรกิจ โดยธนาคารมีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าด้วยทีม Relationship Manager (RM) ที่คอยให้คำปรึกษา พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลตลาดเชิงลึกที่ธนาคารมี เพื่อประกอบการตัดสินใจ

สำหรับแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการในสภาวะการณ์ปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การคัดเลือกทำเล (site selection) ที่มีศักยภาพ และการออกแบบรูปแบบสินค้า (product design) ให้เชื่อมโยงกับกลุ่มดีมานด์เฉพาะ (specific demand groups) เช่น โครงการที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งงาน โรงเรียน หรือศูนย์การค้าขนาดใหญ่ หากโครงการไม่สามารถหาทำเลลักษณะดังกล่าวได้ ผู้ประกอบการควรพิจารณาลดขนาดของโครงการลง เพื่อควบคุมความเสี่ยงในการลงทุน (investment risk management)

นอกจากนี้ แนวโน้มการพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำ (low-carbon property development) จะมีความสำคัญมากขึ้น ผู้ประกอบการจะเริ่มปรับตัวสู่มาตรฐาน “Green & Sustainable Living” มากขึ้น โดยมีการเลือกใช้วัสดุคาร์บอนต่ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรของการก่อสร้างจนถึงการอยู่อาศัย

หัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ การออกแบบเพื่อประหยัดพลังงาน เช่น ระบบ Passive Design การติดตั้ง Solar Roof ระบบหมุนเวียนอากาศภายในอาคาร ไปจนถึงเทคโนโลยี Smart Living ที่ใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เพื่อบริหารจัดการพลังงานอัตโนมัติ ลดการสิ้นเปลืองไฟฟ้าและการใช้น้ำ รวมถึงนวัตกรรมการอยู่อาศัยเพื่อสุขอนามัยที่ดี (healthy living innovations) ซึ่งเป็นทิศทางใหม่ที่ตอบโจทย์กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และจะเป็นส่วนสำคัญของการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์แห่งอนาคต

สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาพันธมิตรทางการเงินที่เข้าใจตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างลึกซึ้ง พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนการเติบโตในสภาวะตลาดที่ท้าทายนี้ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจของคุณ เราพร้อมที่จะรับฟังความต้องการ และนำเสนอโซลูชั่นทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการปรับฐานนี้ไปพร้อมกัน และคว้าโอกาสในการเติบโตในอนาคต.

Previous Post

ของขึ้น! “อนุทิน” บ่นเฮงซวย หลังเจอชาวบ้านร้องย้ายที่อยู่แต่ใช้สิทธิ์ประกันสังคมไม่ได้ ย้อนอดีตสมัยคุม สธ. สั่งเด็ดขาดไปที่ไหนต้องได้ยา!

Next Post

ใจสลายช็อกวงการ! “กระติ๊บ ชวัลกร” ประกาศล้มงานแต่งกะทันหันหลังรู้ความจริงจากหญิงอีกคน ปิดฉากรักมาราธอน 15 ปี เผยคำพูดสุดเศร้า “ขอโทษที่ไม่ได้เห็นหนูใส่ชุดเจ้าสาว”

Next Post
ใจสลายช็อกวงการ! “กระติ๊บ ชวัลกร” ประกาศล้มงานแต่งกะทันหันหลังรู้ความจริงจากหญิงอีกคน ปิดฉากรักมาราธอน 15 ปี เผยคำพูดสุดเศร้า “ขอโทษที่ไม่ได้เห็นหนูใส่ชุดเจ้าสาว”

ใจสลายช็อกวงการ! "กระติ๊บ ชวัลกร" ประกาศล้มงานแต่งกะทันหันหลังรู้ความจริงจากหญิงอีกคน ปิดฉากรักมาราธอน 15 ปี เผยคำพูดสุดเศร้า "ขอโทษที่ไม่ได้เห็นหนูใส่ชุดเจ้าสาว"

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • “ธรรมนัส” หาเสียงเชียงใหม่ ชูสโลแกน “ของเก่าไม่เอา-เอาของใหม่”
  • ธนกร ลั่น “สมบัติพ่อเฒ่า” คือ ‘อนุทิน’ ไม่อยากอยู่ดักดาน อย่าเชื่อสีฟ้า ขอคนนครฯ เลือกภท
  • นาทีระทึก สุนัขจรจัดวิ่งตัดหน้า ไรเดอร์เบรกสุดตัว สุดท้ายรถล้มกลิ้ง เกือบถูกรถเก๋งสวนชนซ้ำ
  • สาวผวา “ดวงไฟประหลาด” ลอยวูบวาบคืนวันโกน-วันพระ ไม่กล้าออกบ้านช่วงกลางคืน
  • “เท้ง-ทิม” ปราศรัยใหญ่สุพรรณบุรี ชวนกาส้ม 2 ใบ มั่นใจทำได้ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มาแน่นอน

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.