กลายเป็นข่าวช็อกวงการบันเทิงที่สร้างความโศกเศร้าและเห็นใจให้กับแฟนคลับเป็นอย่างมาก เมื่อนักแสดงสาวมากความสามารถ “กระติ๊บ ชวัลกร” ได้ออกมาเปิดเผยผ่านพื้นที่ส่วนตัวถึงการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ทำเอาหลายคนคาดไม่ถึง โดยเธอระบุว่าต้องประกาศยกเลิกงานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้อย่างกะทันหัน ทั้งที่ทุกอย่างถูกเตรียมความพร้อมไว้เกือบหมดแล้ว สาเหตุเกิดจากการที่เธอได้รับรู้ “ความจริงที่เจ็บปวด” จากผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาเปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่เธอไม่เคยรับรู้มาก่อนตลอดระยะเวลาความสัมพันธ์ที่ยาวนาน ทำให้ความเชื่อใจที่สะสมมานานกว่า 15 ปีต้องพังทลายลงในชั่วข้ามคืน และนำไปสู่การปิดฉากรักมาราธอนที่ทุกคนเคยลุ้นให้ถึงฝั่งฝัน
กระติ๊บได้ระบุข้อความสั้นๆ แต่บีบหัวใจว่า ตนเองตัดสินใจที่จะพักเรื่องความรักไว้เพียงเท่านี้และขอใช้เวลาอยู่กับตัวเองเพื่อดูแลสภาพจิตใจที่บอบช้ำอย่างหนัก โดยเธอได้กล่าวคำขอโทษต่อครอบครัว เพื่อนฝูง และแฟนๆ ที่คอยให้กำลังใจมาตลอด โดยเฉพาะคำพูดที่ทำให้หลายคนต้องหลั่งน้ำตาตามคือ “ขอโทษที่คงไม่ได้มาดูเราใส่ชุดเจ้าสาวแล้ว” ซึ่งสะท้อนถึงความผิดหวังอย่างรุนแรงจากการถูกทรยศจากคนที่เธอรักที่สุดและไว้ใจมากที่สุดในชีวิต การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นการยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับอดีตแฟนหนุ่มได้มาถึงจุดสิ้นสุดอย่างเป็นทางการ และไม่มีทางที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก
หลังจากข่าวนี้เผยแพร่ออกไป เพื่อนพ้องในวงการบันเทิงและชาวเน็ตต่างหลั่งไหลเข้าไปให้กำลังใจเธออย่างไม่ขาดสาย หลายคนต่างชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญที่ตัดสินใจเลือกความถูกต้องและความสุขของตนเองในระยะยาว ดีกว่าต้องทนเข้าพิธีวิวาห์ทั้งที่มีความลับที่น่ารังเกียจซ่อนอยู่ ขณะนี้กระติ๊บยังคงเก็บตัวและขอพื้นที่ส่วนตัวเพื่อเยียวยาบาดแผลทางใจ โดยเธอยืนยันว่าแม้จะเจ็บปวดแต่เธอก็จะก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้ และขอให้เรื่องราวของเธอเป็นอุทาหรณ์ในการใช้ชีวิตคู่ที่ความซื่อสัตย์คือพื้นฐานสำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าจะคบกันมายาวนานเพียงใดก็ตาม
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2569: ท่ามกลางความท้าทาย โอกาสใหม่กำลังผลิบาน
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวงจรขึ้นลงของตลาดมานับครั้งไม่ถ้วน แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้จากข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ในปี 2569 นี้ คือการผสมผสานระหว่างความท้าทายที่ยังคงอยู่กับสัญญาณแห่งการฟื้นตัวที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น การวิเคราะห์เชิงลึกจาก ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) สะท้อนภาพรวมที่น่าสนใจยิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย
ปี 2568: ช่วงเวลาแห่งการปรับฐานและทบทวนกลยุทธ์
ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการปรับฐานอย่างชัดเจนสำหรับ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ราว 300,000 หน่วย ลดลงจากระดับก่อนโควิดที่เคยสูงถึง 400,000 หน่วยต่อปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี บ่งชี้ถึงสภาวะที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า
ในส่วนของกรุงเทพฯ และปริมณฑล การเปิดตัวโครงการใหม่ก็มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าตลอดปี 2568 จะมีเพียงประมาณ 41,160 หน่วย ลดลงกว่า 33% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มูลค่ารวมลดลงเหลือ 2.4 แสนล้านบาท กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทแนวราบได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยบ้านเดี่ยวลดลง 46% บ้านแฝด 45% และทาวน์เฮ้าส์ 36% ในขณะที่คอนโดมิเนียมลดลงในอัตราที่น้อยกว่าที่ 11%
ยอดขายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็สะท้อนภาพเดียวกัน โดยมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 46,000 หน่วย มูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ลดลง 21% ส่งผลให้การเปิดโครงการใหม่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มลดลงตามภาวะอุปสงค์ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ที่น่าสังเกตคือ คอนโดมิเนียมมียอดขายลดลงมากที่สุดถึง 28% รองลงมาคือบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดที่ลดลง 15% สะท้อนถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ประกอบกับผู้ประกอบการหลายรายได้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการพัฒนาไปสู่บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดแทนทาวน์เฮ้าส์ ทำให้เกิดภาวะบ้านเหลือขายในตลาดเพิ่มสูงขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่ม บ้านเดี่ยวราคาแพง ราคาสูง 25-50 ล้านบาท เป็นอีกกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ แม้ยอดขายจะลดลงเพียง 13% ในปี 2568 แต่จำนวนยูนิตเหลือขายกลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าสิ้นปีบ้านเดี่ยวเหลือขายจะสูงถึง 53,000 ยูนิต โดยกลุ่มราคาสูงมีจำนวน 3,000 หน่วย ซึ่งอาจเป็นพื้นที่เสี่ยงของตลาดในระยะต่อไปหากการดูดซับยังฟื้นตัวช้า
ปี 2569: ท่ามกลางความชะลอตัว โอกาสใหม่ๆ เริ่มปรากฏ
สำหรับ แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ไทย 2569 สถานการณ์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง แต่อัตราการชะลอตัวจะลดลง โดยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6% การฟื้นตัวนี้ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ที่คาดว่าจะค่อยๆ กลับมา
ปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาสนับสนุนตลาดในปี 2569 ประกอบด้วย:
นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่: การกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการสนับสนุนต่างๆ ที่คาดว่าจะออกมาหลังการเลือกตั้ง จะเป็นแรงส่งสำคัญ
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่: โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย การปรับลดค่าโดยสาร การก่อสร้างศูนย์ราชการแห่งใหม่ รวมถึงโครงการภาคเอกชน จะช่วยกระตุ้นการพัฒนาโครงการใหม่และเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่รอบนอก
การพัฒนาโครงการขนาดเล็กลงและการเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ: ผู้ประกอบการที่ปรับตัวจะเน้นการพัฒนาโครงการขนาดเล็กลง เจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า เพื่อบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับระดับกำลังซื้อ
การปรับตัวสู่ภาวะสมดุล: คาดว่าจำนวนบ้านเหลือขายทั่วประเทศในปี 2569 จะลดลงเหลือประมาณ 207,998 หน่วย หรือลดลงราว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ทำเลศักยภาพและช่องว่างทางการตลาดที่น่าจับตา:
แม้ภาพรวมจะยังท้าทาย แต่หลายทำเลยังมีโอกาสเติบโตได้ดี โดยเฉพาะ:
พื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากรถไฟฟ้าสายใหม่: เช่น สายสีม่วงใต้ สีชมพู และสีส้ม
โซนที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ: รัชดาฯ, ลาดพร้าว, สุขุมวิท, บางนา, รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์
พื้นที่ที่มีปัจจัยสนับสนุนการอยู่อาศัย: โซนที่มีโรงเรียนนานาชาติ อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้าที่เปิดใหม่ หรือกำลังปรับปรุง จะเห็นการขยายตัวของธุรกิจโดยรอบและสร้างยอดขายที่แตกต่าง
ความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวัง:
กลุ่มทาวน์เฮ้าส์ราคา 2-3 ล้านบาท และ 3-5 ล้านบาท: ยังคงมีจำนวนยูนิตเหลือขายประมาณ 115,000 หน่วย (57% ของทั้งหมด) กระจายในหลายพื้นที่ เช่น รังสิต-นครนายก, กรุงเทพ-ปทุมธานี, ลำลูกกา, คู้บอน-วงแหวน, บางนาตอนปลาย, บางบ่อ, ประชาอุทิศ, แสมดำ, เพชรเกษม และบางบัวทอง ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการในโซนเหล่านี้ต้องประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
กลุ่มบ้านเดี่ยวราคาสูง 25-50 ล้านบาท: ยังคงมีจำนวนยูนิตเหลือขายสูงถึง 3,000 หน่วย และใช้เวลาขาย 5-6 ปี อีกทั้งผลกระทบจากภาคส่งออกและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในปี 2569 อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายบ้านราคาสูงในโซนอุตสาหกรรม
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชาวต่างชาติ: ศักยภาพที่ยังคงอยู่ แต่ปรับเปลี่ยนตามเทรนด์
ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมให้คนต่างชาติในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 550 หน่วย ลดลง 4% จากปี 2567 อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงลึกแสดงให้เห็นถึงพลวัตที่น่าสนใจ:
จังหวัดที่ยอดโอนลดลง: ชลบุรี (-15%), เชียงใหม่ (-28%), และสมุทรปราการ (-34%)
จังหวัดที่ยอดโอนเพิ่มขึ้น: กรุงเทพฯ (+9%), ประจวบคีขันธ์ (+66%), และสุราษฎร์ธานี (+220%)
ข้อมูลนี้สะท้อนว่าความต้องการจากชาวต่างชาติยังมีอยู่ แต่ศักยภาพของแต่ละพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการต้องเข้าใจและปรับเปลี่ยนแผนให้ตรงกับความต้องการของตลาดโลก
ภูเก็ต ยังคงเป็นตลาดศักยภาพสูง โดยยอดโอนในปี 2568 เพิ่มขึ้น 10% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในปี 2569-2570 ปัจจัยสนับสนุนคือ:
สัญญาเช่าระยะยาว (Leasehold): ยอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่หลังปี 2562 ประมาณ 800-1,000 หน่วยต่อปี
การขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติ: ที่เพิ่มขึ้นมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สร้างความต้องการที่อยู่อาศัยระยะยาวสำหรับครอบครัว
การให้สินเชื่อโครงการ: ความระมัดระวังที่สอดคล้องกับภาวะตลาด
ภาพรวมการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 อยู่ที่ 12,000 ล้านบาท ลดลง 20% จากปี 2567 ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะตลาดที่ชะลอตัว และพฤติกรรมผู้ประกอบการที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะการชะลอการซื้อที่ดินและการเลื่อนการเปิดโครงการใหม่ เพื่อบริหารความเสี่ยงเมื่อสต็อกคงเหลือจำนวนมาก
ทิศทางการให้สินเชื่อปี 2569: เติบโตอย่างระมัดระวัง เน้นทำเลและดีมานด์เฉพาะ
สำหรับปี 2569 ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ยังคงนโยบายสินเชื่อที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ไม่เร่งปล่อยสวนตลาด โดยตั้งเป้าการปล่อยสินเชื่ออยู่ที่ 12,000 ล้านบาท
การให้ความสำคัญกับลูกค้าเดิม: กลุ่ม บมจ. และ SME ที่มีความแข็งแกร่งทางธุรกิจ โดยมีทีม Relationship Manager (RM) คอยให้คำปรึกษาพร้อมข้อมูลเชิงลึก
การปรับตัวของผู้ประกอบการ:
การคัดเลือกทำเล: เน้นทำเลที่ใกล้แหล่งงาน โรงเรียน หรือศูนย์การค้าขนาดใหญ่
การออกแบบรูปแบบสินค้า: เชื่อมโยงกับกลุ่มดีมานด์เฉพาะ
การลดขนาดโครงการ: หากไม่สามารถหาทำเลที่เหมาะสมได้ ควรพิจารณาลดขนาดเพื่อควบคุมความเสี่ยงการลงทุน
เทรนด์ใหม่ที่ขับเคลื่อนตลาด: Green & Sustainable Living
แนวโน้มการพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำจะมีความสำคัญมากขึ้น ผู้ประกอบการเริ่มปรับตัวสู่มาตรฐาน Green & Sustainable Living โดย:
การเลือกใช้วัสดุคาร์บอนต่ำ: เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจร
การออกแบบเพื่อประหยัดพลังงาน: เช่น ระบบ Passive Design, Solar Roof, ระบบหมุนเวียนอากาศภายในอาคาร
เทคโนโลยี Smart Living: การใช้ IoT เพื่อบริหารพลังงานอัตโนมัติ ลดการสิ้นเปลืองไฟฟ้าและน้ำ
นวัตกรรมการอยู่อาศัยเพื่อสุขอนามัยที่ดี: ตอบโจทย์กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันในตลาดอนาคต
บทสรุปและก้าวต่อไป
ปี 2569 ไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่เป็นปีแห่งการปรับฐานที่ค่อยๆ ก่อร่างสร้างโอกาสใหม่ๆ ท่ามกลางความท้าทายของ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย การเข้าใจเทรนด์ตลาดอย่างลึกซึ้ง การปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลง และการมองหาช่องว่างทางการตลาด โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพและโครงการที่ตอบโจทย์เทรนด์ Green & Sustainable Living คือกุญแจสำคัญที่จะนำพาผู้ประกอบการไปสู่ความสำเร็จ
หากคุณคือผู้ประกอบการที่กำลังมองหาแนวทางการลงทุนที่ชาญฉลาด หรือนักลงทุนที่ต้องการคว้าโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะฟื้นตัวนี้ อย่ารอช้า ติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาเชิงลึกและค้นหาโซลูชันทางการเงินที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้

