นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่เพื่อชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเน้นย้ำว่านี่คือโอกาสทองที่เจตจำนงของประชาชนจะไม่ถูกบิดเบือนเหมือนในอดีต นายธนาธรระบุว่าความล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลของฝ่ายประชาธิปไตยในการเลือกตั้งปี 2562 ที่พรรคเพื่อไทยชนะเป็นอันดับหนึ่ง และปี 2566 ที่พรรคก้าวไกลชนะเป็นอันดับหนึ่ง แต่กลับไม่สามารถส่งตัวแทนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้น สาเหตุหลักมาจาก “กับดัก” ทางรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เข้ามามีส่วนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นกลไกที่ขัดต่อหลักการสากลและทำลายเสียงส่วนใหญ่ของผู้ออกไปใช้สิทธิ์
อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งรอบนี้ นายธนาธรยืนยันว่ากลไก ส.ว. ที่เคยเป็นอุปสรรคขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลได้หมดวาระและไม่มีสิทธิ์ในการร่วมโหวตเลือกผู้นำประเทศอีกต่อไปแล้ว นั่นหมายความว่าพรรคการเมืองใดที่รวบรวมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรได้เกินกึ่งหนึ่ง หรือเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีความชอบธรรม จะสามารถเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่มีใครมาขวางกั้น ดังนั้น หากพี่น้องประชาชนรวมพลังกันเลือกพรรคประชาชนอย่างท่วมท้นจนชนะขาดลอย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน จะได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยทันทีตามครรลองประชาธิปไตยที่แท้จริง
การปราศรัยของนายธนาธรในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า “ทุกคะแนนเสียงมีค่าและจะถูกนำไปใช้จริง” ไม่มีการสูญเปล่าเหมือนที่ผ่านมา เขาวอนขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในพลังของตนเองและก้าวข้ามความหวาดระแวงเรื่องการถูกสกัดกั้น เพราะกติกาในวันนี้เปิดกว้างให้รัฐบาลที่มาจากเสียงประชาชนเกิดขึ้นได้จริงแล้ว นายธนาธรทิ้งท้ายว่าความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับปลายนิ้วของคนไทยทุกคนในวันเลือกตั้งว่าจะกล้าตัดสินใจเพื่อเปลี่ยนอนาคตของประเทศและส่งตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ซื่อสัตย์เข้าไปบริหารประเทศอย่างเต็มตัวหรือไม่
อนาคตอสังหาริมทรัพย์ไทย 2026: ถอดรหัสโอกาสและความท้าทายในตลาดที่อยู่อาศัย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ การมองเห็นภาพรวมและทิศทางของตลาดเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดในการนำพาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ในปี 2568 ที่ผ่านมา เราได้เห็นสัญญาณของการชะลอตัวอย่างชัดเจนในหลายภาคส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยไทย อย่างไรก็ตาม ในทุกช่วงเวลาแห่งความท้าทาย ย่อมมีโอกาสใหม่ๆ ซ่อนเร้นอยู่เสมอ สำหรับปี 2569 นี้ ผมมีความเชื่อมั่นว่าด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และการปรับกลยุทธ์ที่เหมาะสม จะสามารถคว้าโอกาสทองใน ตลาดอสังหาฯ ได้อย่างแน่นอน
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2568: การประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน
ตลอดปี 2568 เป็นปีที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากปัจจัยมหภาคที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนของการชะลอตัวในเกือบทุกเซกเมนต์ของตลาดที่อยู่อาศัย อันเป็นผลพวงมาจากหลายปัจจัย อาทิ ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับทรงตัวซึ่งส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของผู้ซื้อ และหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์
เจาะลึกตลาดคอนโดมิเนียม: การปรับตัวสู่เซกเมนต์ที่มีกำลังซื้อแข็งแกร่ง
ในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียม เราพบว่าอุปสงค์โดยรวมมีสัญญาณอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่องในหลายกลุ่ม อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งในระดับ Mass-Premium และ Luxury ยังคงแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของยอดขาย แม้จะมีการเติบโตเพียงเล็กน้อยก็ตาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าฐานลูกค้ากลุ่มนี้มีเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง และมีความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างสม่ำเสมอ
ด้วยข้อเท็จจริงนี้ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายจึงหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการใหม่ในระดับบนมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการชะลอตัวที่รุนแรงในตลาดระดับล่าง การมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงนี้ เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการรักษาผลประกอบการและลดความเสี่ยงในช่วงเวลาที่ตลาดโดยรวมยังมีความผันผวน
เมื่อเราเจาะลึกไปยังทำเลสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่าน CBD (Central Business District) พบว่ายังคงมีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยกลุ่มราคาที่ได้รับความนิยมและขายดีที่สุด คือ กลุ่ม Mass ที่มีราคาไม่เกิน 150,000 บาทต่อตารางเมตร สะท้อนให้เห็นว่า แม้ในทำเลใจกลางเมือง ความสามารถในการเข้าถึง (Affordability) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค
ในทางกลับกัน สำหรับคอนโดมิเนียมในโซน Urban หรือเมืองรอบนอก มีการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา ตลาดกลุ่มนี้จึงเน้นไปที่การระบายสต็อกยูนิตคงค้าง ซึ่งมีจำนวนประมาณ 11,700 ยูนิต โดยมีอัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9.3 ยูนิตต่อเดือน ซึ่งถือว่าค่อนข้างดีสำหรับตลาดระบายสต็อก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม Eco-Mass ที่มียอดขายเฉลี่ยสูงถึง 12 ยูนิตต่อเดือน บ่งชี้ให้เห็นว่าแม้ในโซนเมืองรอบนอก ความต้องการที่พักอาศัยในระดับราคาที่จับต้องได้ยังคงมีอยู่
สำหรับทำเลคอนโดมิเนียมที่น่าจับตามองในปีนี้ ยอดขายที่ดีกระจุกตัวอยู่ในบริเวณใกล้แนวรถไฟฟ้าและสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นทำเลที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการเดินทางและการใช้ชีวิต ในขณะที่ทำเลอย่าง จตุจักร-ประชาชื่น และ รัชดา-ห้วยขวาง แม้จะมีระดับราคาเฉลี่ยสูงกว่าทำเลอื่น แต่ยอดขายก็ยังคงใกล้เคียงกับพื้นที่อื่นๆ สิ่งที่น่าสังเกตคือ โครงการที่ทำยอดขายได้ดีในทำเลเหล่านี้มักเป็นโครงการที่มีราคา “เข้าถึงได้” หรือมีราคาที่เหมาะสมกับศักยภาพของทำเลนั้นๆ
ตลาดทาวน์เฮาส์: การปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
ตลาดทาวน์เฮาส์มีแนวโน้มการเติบโตที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม Economy-Mass ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และภาระหนี้สินของครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้การเปิดตัวโครงการใหม่และการขายทาวน์เฮาส์ในกลุ่มนี้ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Luxury ในตลาดทาวน์เฮาส์ ซึ่งมีขนาดตลาดเล็กกว่าและมีอุปสงค์ที่ค่อนข้างคงที่ ยังคงรักษาระดับยอดขายได้ค่อนข้างนิ่ง แม้จะเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนก็ตาม
ในเชิงภูมิศาสตร์ ทำเล เพชรเกษม-บางแค-พุทธมณฑล ยังคงเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงสำหรับทาวน์เฮาส์ โดยมีทั้งยอดขายและราคาขายเฉลี่ยที่สูงที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งในบริเวณดังกล่าว
สำหรับโซนชานเมือง เช่น ปทุมธานี สมุทรปราการ และลาดกระบัง มียอดขายทาวน์เฮาส์ใกล้เคียงกัน โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการขยายตัวของโครงข่ายระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้า) ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และทำให้ทำเลเหล่านี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยในราคาที่เข้าถึงได้
ตลาดบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด: การบริหารความเสี่ยงและการตอบสนองตลาดเฉพาะกลุ่ม
ในส่วนของตลาดบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด เราสังเกตเห็นแนวโน้มการลดลงของการเปิดตัวโครงการใหม่ในทุกระดับราคา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคมีความเปราะบาง
แม้ว่ากลุ่ม High-End และ Luxury จะมียอดขายที่ค่อนข้างทรงตัว ซึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพของกำลังซื้อในกลุ่มนี้ แต่ผู้พัฒนาส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะเปิดตัวโครงการใหม่เฉพาะในกรณีที่มั่นใจในอุปสงค์จริงเท่านั้น การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับผู้เล่นในตลาดกลุ่มนี้
สำหรับตลาดบ้านเดี่ยวในย่าน CBD ปัจจุบันมีจำนวนยูนิตเหลือขายอยู่น้อยมาก เพียงประมาณ 46 ยูนิต และมียอดขายเฉลี่ยเพียง 0.3 ยูนิตต่อเดือน ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดบ้านเดี่ยวในทำเล CBD เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการปิดการขายที่ยาวนาน
ในทางกลับกัน ตลาดบ้านเดี่ยวในโซน Urban มีการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยกลุ่มราคา 7-10 ล้านบาท ถือเป็นกลุ่มที่ขายดีที่สุด และเป็นเซกเมนต์ที่มีซัพพลายเหลือขายน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้พัฒนาที่มุ่งเน้นกลุ่มราคานี้
สำหรับบ้านราคาสูง ตั้งแต่ 50-100 ล้านบาท ในโซน Urban ตลาดค่อนข้างนิ่ง การปิดการขายเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน
เมื่อพิจารณาตามทำเล ตลาดบ้านเดี่ยวมีการแบ่งระดับราคาตามทำเลอย่างชัดเจน โดยในโซนปริมณฑล เช่น เมืองปทุมธานี บางใหญ่ บางบัวทอง และสมุทรปราการ มีการเติบโตที่โดดเด่นในตลาดบ้านราคาจับต้องได้ (Affordable Housing)
ในขณะที่ทำเลในกรุงเทพฯ เช่น เพชรเกษม-บางแค-พุทธมณฑล และ วัชรพล-สายไหม มีความโดดเด่นในตลาดบ้านมูลค่าสูง (High-Value Homes) ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการที่หลากหลายตามศักยภาพและความต้องการของผู้อยู่อาศัยในแต่ละพื้นที่
ผลประกอบการบริษัทอสังหาริมทรัพย์: สัญญาณเตือนถึงแรงกดดันที่ต้องเผชิญ
ภาพรวมของตลาดในแต่ละเซกเมนต์ที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของบริษัทมหาชนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จากข้อมูล 9 เดือนแรกของปี 2568 พบว่ารายได้รวมของ 35 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอยู่ที่ประมาณ 191,854 ล้านบาท เทียบกับ 222,879 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นการลดลง 16%
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ อัตรากำไรสุทธิที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7.5% เท่านั้น โดยตัวเลขกำไรสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 14,304 ล้านบาท เทียบกับ 20,794 ล้านบาท ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นการลดลงถึง 30%
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้เผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก ทั้งจากต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงอ่อนตัวลง ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักที่กัดกร่อนอัตรากำไรของผู้ประกอบการ
ปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องจับตาในปี 2569
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีความผันผวนสูงจากภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงมีความไม่แน่นอน การโอนกรรมสิทธิ์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ลดลงภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่สะสมต่อ GDP ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวลที่ประมาณ 86%
เหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น แผ่นดินไหว อาจส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แม้ผู้ซื้อจะมีศักยภาพและความต้องการ แต่ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดความลังเลและชะลอการตัดสินใจซื้อ
ในขณะเดียวกัน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เองก็มีความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่มากขึ้น และกำลังจับตาดูทิศทางอัตราดอกเบี้ย รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์จากภาครัฐอย่างใกล้ชิด
การวิเคราะห์แนวโน้มและโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2569: ก้าวสู่ความยั่งยืน
เมื่อมองไปข้างหน้าสู่ปี 2569 การวิเคราะห์แนวโน้มและโอกาสใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ต้องอาศัยการมองการณ์ไกลและเข้าใจถึงพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้ง
โอกาสในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาคุ้มค่า (Value for Money Properties): แม้กำลังซื้อโดยรวมจะยังคงเปราะบาง แต่กลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการจริงและมองหาความคุ้มค่า ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม First-time Homebuyers หรือผู้ที่ต้องการขยับขยายที่อยู่อาศัย โครงการที่นำเสนอราคาที่เข้าถึงได้ คุณภาพที่ได้มาตรฐาน และทำเลที่สะดวกสบายในการเดินทาง โดยเฉพาะใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ จะยังคงเป็นที่ต้องการ
การเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Properties): ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังไม่จูงใจนัก การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า หรือเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโตของค่าเช่าและมูลค่าทรัพย์สิน
เทรนด์บ้านอัจฉริยะและยั่งยืน (Smart & Sustainable Homes): ความใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้บริโภคยุคใหม่มองหาบ้านที่ประหยัดพลังงาน มีระบบจัดการที่ชาญฉลาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการที่สามารถนำเสนอคุณสมบัติดังกล่าวได้ จะเป็นจุดขายที่สำคัญ
การปรับตัวของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์: ผู้พัฒนาที่ประสบความสำเร็จในปี 2569 จะเป็นผู้ที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เข้าใจความต้องการของตลาดในแต่ละเซกเมนต์อย่างแท้จริง มีการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค
การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเข้าถึงลูกค้า (Digital Marketing & Sales): การสร้างประสบการณ์ลูกค้าแบบ Omni-channel การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการนำเสนอโครงการ การให้ข้อมูล และการอำนวยความสะดวกในการตัดสินใจ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
มาตรการภาครัฐกับการกระตุ้นตลาด: ต้องจับตาดูนโยบายและมาตรการของภาครัฐที่จะออกมาเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจรวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้าน หรือมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ ซึ่งหากออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อตลาด
สรุป: อสังหาริมทรัพย์ไทย 2569 – โอกาสท่ามกลางความท้าทาย
ปี 2569 เป็นอีกปีที่ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไทยจะยังคงเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค อย่างไรก็ตาม ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค และการปรับกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น การคว้าโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตอย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในวงการนี้ ผมเชื่อมั่นว่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พร้อมปรับตัว นำเทคโนโลยีมาใช้ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและคุณภาพ จะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความผันผวนนี้ไปได้ และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจใน ตลาดอสังหาฯ ได้อย่างแน่นอน
หากท่านกำลังมองหาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับ โครงการคอนโดพร้อมอยู่ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของท่าน หรือกำลังมองหา บ้านราคาดี ในทำเลศักยภาพ โปรดอย่าลังเลที่จะติดต่อเรา ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการค้นหาโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับท่านในตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 นี้

