ธนกร ลั่น “สมบัติพ่อเฒ่า” คือ ‘อนุทิน’ เผยมาเข้าฝัน ไม่อยากอยู่ดักดาน อย่าเชื่อสีฟ้า ขอคนนครฯ เลือกภูมิใจไทยอย่างเดียว แบ่งใจให้ใครไม่ได้
เมื่อเวลา 19.20 น. วันที่ 5 ก.พ. 2569 ที่ลานหน้าเมือง จ.นครศรีธรรมราช นายธนกร วังบุญคงชนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า เคยได้ยินเรื่องสมบัติพ่อเฒ่าหรือไม่ เมื่อคืนตนจุดธูปไปถามพ่อเฒ่า ก็มาเข้าฝันว่า ให้มันไปกับพ่อเฒ่าเลย
พลิกเกมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568: สินค้าทางเลือกและการปรับตัวสู่ยุคใหม่
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวัฏจักรของตลาดที่ขึ้นลงมาหลายครั้ง แต่สถานการณ์ในปี 2568 นี้ มีความท้าทายที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ การชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการเปิดตัวโครงการใหม่ที่ลดลงอย่างน่าใจหาย ไม่ใช่แค่สถิติบนกระดาษ แต่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับกลยุทธ์ และมองหา “สินค้าทางเลือก” ที่จะช่วยขับเคลื่อนตลาดให้เดินหน้าต่อไปได้
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568: ยอดเปิดตัวต่ำสุดในรอบ 23 ปี
ข้อมูลที่เผยแพร่ในสื่อต่างๆ ชี้ให้เห็นถึงสภาวะตลาดที่น่ากังวล การเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2568 ทั่วประเทศ คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ราว 39,540 หน่วย มูลค่ารวม 251,371 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2567 ถึง 39.2% ในแง่ของจำนวนหน่วย และ 35.7% ในแง่ของมูลค่าโครงการ ตัวเลขเหล่านี้ถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 23 ปี นับตั้งแต่ปี 2545 อันเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง และต่ำกว่าช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เสียอีก
เมื่อเจาะลึกในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สถานการณ์ยิ่งสะท้อนความซบเซาของการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2568 มีเพียง 15,452 หน่วย มูลค่า 110,820 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีแนวโน้มที่จะแย่ลงกว่านี้ในครึ่งปีหลัง
ปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์
การชะลอตัวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเดียว แต่มาจากแรงกดดันรอบด้าน ทั้งสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงเปราะบาง กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ และต้นทุนการก่อสร้างที่ยังคงเป็นภาระ ส่งผลให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องระมัดระวังในการลงทุน และชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ออกไป
สินค้าที่ยังคงขายได้: ภาพสะท้อนกำลังซื้อที่แตกต่าง
แม้ภาพรวมจะดูหดตัว แต่เมื่อพิจารณาประเภทของอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดตัวในครึ่งปีแรกของ 2568 ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า “บ้านเดี่ยว” ยังคงเป็นสินค้าหลักที่มีมูลค่าสูงสุดถึง 66,474 ล้านบาท คิดเป็น 60% ของมูลค่าการพัฒนาทั้งหมด รองลงมาคือ “ห้องชุด” (คอนโดมิเนียม) ที่ 22,931 ล้านบาท (20.7%) และ “ทาวน์เฮาส์” ที่ 12,257 ล้านบาท (11.1%)
สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ระดับ “ลักชัวรี” โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป แม้จะมีสัดส่วนอุปทานใหม่เพียง 5.3% แต่กลับคิดเป็นมูลค่าการพัฒนาถึง 33.2% ของทั้งหมด กรณีนี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า สินค้าในกลุ่มนี้ยังคงมีความต้องการจากผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ในขณะที่อสังหาริมทรัพย์ราคา “ประหยัด” หรือ “ราคาถูก” กลับเผชิญความท้าทายในการขาย เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนทั่วไปที่ลดน้อยลง
เศรษฐกิจคือตัวกำหนดตลาดอสังหาริมทรัพย์: บทเรียนที่ต้องจดจำ
สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนเสมอคือ “เศรษฐกิจ” คือปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็น “ตัวนำ” ของเศรษฐกิจ แต่เป็น “ผลลัพธ์” ของสภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและครัวเรือนแข็งแกร่ง ผู้คนย่อมมีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อเศรษฐกิจซบเซา การซื้ออสังหาริมทรัพย์ย่อมถูกชะลอออกไป
กลไกตลาดปรับตัว: สัญญาณบวกที่ซ่อนอยู่
ท่ามกลางข่าวร้ายเรื่องการเปิดตัวโครงการที่ลดลง กลับมีสัญญาณบวกที่น่าสนใจ ในทางตรงกันข้ามของหน่วยที่เปิดตัวใหม่ (15,452 หน่วย) กลับมีหน่วยอสังหาริมทรัพย์ที่ “ระบายขายออก” ได้ถึง 23,305 หน่วย ซึ่งมากกว่าจำนวนหน่วยเปิดใหม่ถึง 50.8% นี่คือข้อพิสูจน์ว่าตลาดมีการปรับตัวที่ดี การระบายสต็อกที่ค้างอยู่ทำให้จำนวนหน่วยคงค้างในตลาดลดลงจาก 234,478 หน่วยเมื่อสิ้นปี 2567 เหลือ 223,019 หน่วยในปัจจุบัน หากไม่มีการปรับตัวนี้ เปิดโครงการใหม่เป็นแสนหน่วยต่อปี ปัญหาฟองสบู่ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ภาวะปัจจุบันยังห่างไกลจากจุดนั้น
ทิศทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปี 2568-2569: สู่ยุคของ “สินค้าทางเลือก”
เมื่อพิจารณาแนวโน้มตลาดในช่วงปี 2568-2569 หากเศรษฐกิจยังคงไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง กำลังซื้อที่จำกัดจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะหยุดนิ่งเสียทีเดียว ผมมองเห็นโอกาสในการพัฒนา “สินค้าทางเลือก” ที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาด ดังนี้
เจาะกลุ่มผู้มีรายได้สูงอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องปรับกลยุทธ์: แม้กลุ่มผู้มีรายได้สูงจะยังคงเป็นฐานลูกค้าสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดบ้านเดี่ยวระดับหรู (20 ล้านบาทขึ้นไป) แต่ผู้ประกอบการเองก็เริ่มเห็นสัญญาณว่าตลาดกลุ่มนี้ก็เริ่มอิ่มตัว และมีการแข่งขันสูงขึ้น การลดราคาเพื่อระบายสต็อกเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้น การพัฒนาโครงการที่เน้นคุณภาพ ทำเลที่โดดเด่น และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ
โอกาสทองของอสังหาริมทรัพย์ราคาประหยัด (ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท): นโยบายส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มุ่งเน้นการสร้างที่อยู่อาศัยราคาประหยัด (ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท) ทั้งห้องชุดและทาวน์เฮาส์ กำลังจะทยอยออกสู่ตลาดหลังจากการออกแบบและขออนุญาตต่างๆ เสร็จสิ้น สินค้ากลุ่มนี้มีศักยภาพที่จะตอบโจทย์ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีช่องว่างทางการตลาด นอกจากนี้ ยังเป็นสินค้าที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไร อย่างไรก็ตาม สินค้าในกลุ่มนี้ต้องมีการวางแผนการตลาดและการขายที่ดี เพื่อให้สามารถระบายสต็อกได้จริง
ความท้าทายของตลาดระดับกลาง: สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง หรือปานกลางค่อนข้างน้อย (ราคา 2-4 ล้านบาท) ตลาดนี้อาจยังคงเผชิญความท้าทาย เนื่องจากกำลังซื้อที่อาจยังไม่มากพอเมื่อเทียบกับราคา และความต้องการที่อาจไม่สูงเท่ากับสองกลุ่มแรก การพัฒนาโครงการใน segment นี้ต้องอาศัยการวิเคราะห์ความต้องการของตลาดอย่างละเอียด และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าที่สุด
การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ:
อสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยว: ตลาดท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้กับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักตากอากาศ พูลวิลล่า หรือคอนโดมิเนียมสำหรับปล่อยเช่าระยะสั้น สินค้ากลุ่มนี้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการท่องเที่ยวได้
อสังหาริมทรัพย์เพื่อการปล่อยเช่า (Rental Yield Properties): การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าอย่างสม่ำเสมอ กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในทำเลที่มีความต้องการเช่าสูง เช่น ใกล้แหล่งงาน แหล่งการศึกษา หรือศูนย์กลางธุรกิจ
Co-living และ Co-working Spaces: เทรนด์การทำงานที่ยืดหยุ่น และการอยู่อาศัยร่วมกันกำลังได้รับความนิยม การพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ จะเป็นอีกหนึ่งโอกาส
การแตกไลน์สู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและต่างประเทศ:
ธุรกิจบริการหลังการขาย (After-Sales Services): ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจบริการหลังการขายมากขึ้น เช่น การบริหารจัดการอาคาร การซ่อมแซม บำรุงรักษา การตกแต่งภายใน ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจการเกษตร: ในภาวะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความผันผวน การลงทุนในธุรกิจอื่นที่มั่นคงอย่างการเกษตร หรือธุรกิจอาหาร อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการกระจายความเสี่ยง
การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ: การมองหาโอกาสในการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ ก็เป็นกลยุทธ์ที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น
บทสรุป: การปรับตัวคือหนทางสู่ความอยู่รอด
จากสถิติของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดการณ์ว่าขนาดเศรษฐกิจของไทยอาจจะต่ำกว่าสิงคโปร์ในปี 2568 และมีแนวโน้มที่จะตามหลังฟิลิปปินส์และเวียดนามในอนาคตอันใกล้ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจไทย รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ การแข่งขันระหว่างประเทศจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน
ดังนั้น การปรับกลยุทธ์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ผู้ประกอบการต้องมีความยืดหยุ่น เข้าใจถึงพลวัตของตลาด และพร้อมที่จะนำเสนอ “สินค้าทางเลือก” ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน การลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม และการสร้างความยั่งยืน จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความท้าทายนี้ไปสู่การเติบโตในอนาคต
หากคุณคือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมองหาแนวทางการปรับกลยุทธ์ หรือนักลงทุนที่ต้องการค้นหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย มาพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาเชิงลึก หรือสำรวจโอกาสในการร่วมทุนที่อาจพลิกโฉมธุรกิจของคุณได้ในวันนี้

